วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อ่านเกมของทรัมป์ หลัง Liberation Day เขาเดินเกมอย่างไรบ้าง?

 หากจะมองสิ่งที่เกิดขึ้นหลัง “Liberation Day” อย่างเป็นระบบ เราอาจต้องเลิกมองโดนัลด์ ทรัมป์แบบนักการเมืองรายวัน แล้วมองเขาในฐานะ “ผู้เล่นเชิงโครงสร้าง” ที่กำลังพยายามเปลี่ยนสมดุลของระบบโลกทั้งชุด

สิ่งที่หลายคนเห็นเป็นเพียงข่าวรายวัน—สงครามการค้า ภาษีนำเข้า การกดดัน NATO การเจรจากับรัสเซีย การบีบจีน การกดอิหร่าน การเร่งพลังงาน การโจมตี bureaucracy ภายในรัฐ หรือแม้แต่การผลัก “America First” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า—แท้จริงแล้วอาจเป็นชิ้นส่วนของยุทธศาสตร์เดียวกัน นั่นคือความพยายาม “ปลดปล่อย” สหรัฐออกจากโครงสร้างโลกาภิวัตน์แบบเดิมที่ชนชั้นนำอเมริกันเองเคยสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

คำว่า “Liberation Day” จึงไม่ใช่แค่คำปราศรัยทางการเมือง แต่มันเป็น framing หรือการตั้งกรอบความหมายใหม่ว่า สหรัฐกำลัง “ปลดแอกตัวเอง” จากสิ่งที่ทรัมป์และฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นระบบที่ทำให้อเมริกาเสียเปรียบในระยะยาว

และถ้ามองจากพฤติกรรมต่อเนื่องหลายปี จะเห็น pattern ที่ชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ


1. ทรัมป์ไม่ได้ต่อต้านโลกาภิวัตน์ทั้งหมด แต่ต่อต้าน “โลกาภิวัตน์แบบเสียเปรียบ”

นี่คือจุดที่หลายคนตีความผิด

ทรัมป์ไม่ได้ต้องการปิดประเทศแบบ isolationism ดั้งเดิม เขายังต้องการอเมริกาเป็นมหาอำนาจโลก เพียงแต่เขามองว่าโลกาภิวัตน์ยุคหลังสงครามเย็นทำให้:

  • โรงงานอเมริกันย้ายออก
  • ชนชั้นแรงงานอเมริกันอ่อนแอลง
  • จีนเติบโตจากตลาดสหรัฐ
  • สหรัฐแบกรับภาระความมั่นคงของโลกมากเกินไป
  • หนี้สาธารณะและการพิมพ์เงินกลายเป็นกลไกประคองระบบ
  • Wall Street แข็งแรง แต่ Main Street อ่อนแอ

ดังนั้น การขึ้นภาษี การบีบ supply chain การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ การกดดันบริษัทอเมริกันให้ลงทุนในประเทศ และการผลักพลังงานภายใน จึงเป็นส่วนหนึ่งของ “re-industrialization strategy”

หรือพูดง่าย ๆ คือ:

“อเมริกาจะกลับมาเป็นประเทศผู้ผลิต ไม่ใช่แค่ประเทศผู้บริโภคและพิมพ์เงิน”


2. สงครามกับจีน ไม่ใช่เรื่องภาษี แต่คือการสกัดคู่แข่งเชิงอารยธรรม

เมื่อมองจากมุมนี้ สงครามการค้าจึงไม่ใช่ “ดราม่าภาษีนำเข้า”

มันคือการแข่งขันว่า:

  • ใครจะคุมเทคโนโลยี
  • ใครจะคุม supply chain
  • ใครจะคุม AI
  • ใครจะคุม rare earth
  • ใครจะคุมทะเล
  • ใครจะคุมพลังงาน
  • ใครจะคุมระบบการเงินในอนาคต

ทรัมป์และฝ่าย hawkish ในสหรัฐมองว่าจีนใช้ระบบโลกเสรีเพื่อเติบโตขึ้นมาท้าทายผู้สร้างระบบเอง และถ้าไม่หยุดตั้งแต่ตอนนี้ สหรัฐอาจสูญเสียความเป็นมหาอำนาจในระยะยาว

ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นจึงไม่ใช่ “anti-China sentiment” ธรรมดา แต่เป็น grand strategy ระดับรัฐอารยธรรม


3. การกดอิหร่าน คือการจัดระเบียบตะวันออกกลางใหม่

หลัง Liberation Day จุดหนึ่งที่เห็นชัดคือ ทรัมป์พยายามลดต้นทุนการครอบงำตะวันออกกลาง แต่ยังต้องรักษา:

  • เส้นทางพลังงาน
  • ความมั่นคงอิสราเอล
  • อิทธิพลสหรัฐ
  • เสถียรภาพราคาน้ำมัน

ดังนั้น แนวทางจึงกลายเป็น:

  • ไม่อยากทำ occupation war แบบอิรัก
  • แต่ก็ไม่ปล่อยให้อิหร่านมี leverage มากเกินไป
  • ใช้ sanctions + economic strangulation + military pressure แทน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัมป์มักพยายาม “บีบจนอีกฝ่ายอ่อนแรง แล้วเปิดทางให้ดีล”

นี่คือ pattern เดียวกับ:

  • จีน
  • NATO
  • ยูเครน
  • อิหร่าน
  • แม้แต่พันธมิตรยุโรป

เขาใช้ “ความไม่แน่นอน” เป็นอาวุธ


4. การหยุดยิงหลายจุด ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ แต่คือการ freeze battlefield

หลายคนสับสนว่า:
“ทำไมทรัมป์ดูแข็งกร้าว แต่บางจังหวะกลับหยุดยิงหรือชะลอ?”

คำตอบอาจอยู่ที่แนวคิดแบบ businessman-strategist มากกว่านักอุดมการณ์

ถ้า battlefield ถูก freeze ในจุดที่สหรัฐได้เปรียบ:

  • เศรษฐกิจคู่แข่งจะถูกบีบต่อ
  • ค่าเงินอีกฝ่ายจะอ่อน
  • นักลงทุนหนี
  • ต้นทุนสงครามของอีกฝ่ายสูงขึ้นเรื่อย ๆ
  • และสหรัฐยังรักษาทรัพยากรของตัวเองได้

นี่จึงเป็นเกม “pressure without overextension”


5. ศัตรูอีกด้านของทรัมป์ อาจไม่ใช่แค่ต่างประเทศ แต่คือ “ระบบเดิม” ภายในอเมริกาเอง

นี่คือมิติที่ลึกมาก และอธิบายว่าทำไมความขัดแย้งภายในสหรัฐรุนแรงขนาดนี้

ทรัมป์ไม่ได้ชนแค่ Democrats แต่ชนกับ:

  • bureaucracy
  • intelligence community บางส่วน
  • corporate globalism
  • media establishment
  • military-industrial interests บางกลุ่ม
  • และเครือข่ายโลกาภิวัตน์เดิม

ในสายตาผู้สนับสนุน ทรัมป์คือคนที่พยายาม “ดึงอเมริกากลับคืน”
แต่ในสายตาฝ่ายตรงข้าม เขาคือภัยต่อระบบเสรีนิยมโลกหลังสงครามโลก

นี่จึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้งธรรมดา แต่มันคือ “สงครามกำหนดทิศทางอารยธรรมอเมริกัน”


คันฉ่องส่องโลก: สิ่งที่โลกเล็กอย่างไทยต้องระวัง

สำหรับประเทศเล็กหรือประเทศกึ่งพึ่งพาอย่างไทย สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการอ่านเกมโลกแบบผิวเผิน

เพราะโลกกำลังเคลื่อนจาก:

  • โลกาภิวัตน์เสรี
    ไปสู่
  • โลกของ blocs
  • supply chain security
  • techno-nationalism
  • geo-economics
  • และการแข่งขันเชิงอารยธรรม

ในโลกแบบใหม่:

  • ประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมของตัวเองจะเปราะบาง
  • ประเทศที่ฝากเศรษฐกิจไว้กับมหาอำนาจเดียวจะเสี่ยง
  • ประเทศที่ชนชั้นนำอ่านเกมโลกช้า จะถูกใช้เป็นสนามแข่งขันของคนอื่น

ที่สำคัญที่สุดคือ:

เมื่อมหาอำนาจเริ่ม “ปลดแอกจากการพึ่งพา” โลกจะเข้าสู่ยุคที่ทุกประเทศถูกบังคับให้ถามตัวเองว่า
“เราพึ่งตัวเองได้แค่ไหน?”

และบางที นี่อาจเป็นแก่นแท้ที่สุดของสิ่งที่ทรัมป์พยายามสื่อผ่านคำว่า “Liberation” ก็ได้ — ไม่ใช่แค่การปลดแอกอเมริกา แต่คือการกลับไปสู่โลกที่แต่ละรัฐต้องยืนบนขาของตัวเองอีกครั้ง หลังยุคโลกาภิวัตน์ที่เคยทำให้หลายประเทศเชื่อว่า “การพึ่งพากัน” จะคงอยู่ตลอดไป