สาระสำคัญ

Wednesday, August 1, 2018

ประชาชนเท่านั้น คือคำตอบสุดท้ายของบทสรุปการต่อสู้ทางชนชั้นของไทย

ประชาชนเท่านั้น คือคำตอบสุดท้ายของบทสรุปการต่อสู้ทางชนชั้นของไทย
เช ลูกมดแดง
๑๔ กันยายน ๒๕๕๓

เมื่อราวแปดสิบปีที่แล้ว  ในยามที่ประชาชนยังล้าหลัง รักที่จะพอเพียงบนความไม่เพียงพอ ไร้โอกาสการเข้าหาข้อมูล มีโลกทัศน์แคบ และไม่มีโอกาสต่อรองใด ๆ ทางการเมือง  ผู้เห็นความระยำตำบอนของระบบในบ้านเมือง แล้วต่อสู้เพื่อนำการเปลี่ยนแปลงทีดีกว่านั้น จึงประกอบด้วยเพียงคณะนักเรียนนอกและนายทหารหนุ่มหัวล้ำสมัย จำนวนไม่กี่สิบคนเท่านั้น พวกเขาเป็นพระเอกของประชาธิปไตยไทย เพราะได้ก่อการสำเร็จ และได้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ มาสู่่ประวัติศาสตร์ไทยครั้งสำคัญ แล้วเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ที่ประชาชน แม้จะไม่กี่คน มีส่วนร่วมแย่งอำนาจจากเจ้าได้สำเร็จ  ก่อนหน้านั้น การแย่งอำนาจมักจำกัดอยู่แค่วังหน้าแย่งกับวังหลวง หรืออำมาตย์กับเจ้า  พระเอกของเราที่เป็นลูกชาวบ้าน และกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นคณะราษฎร  เพิ่งจะมีโอกาสทำงานใหญ่และทำสำเร็จก็ในปี 2475 นี้เอง ท่านปรีดี พนมยงค์ และคณะจึงเป็นพระเอกที่เราไม่กล่าวถึงไม่ได้  

ปัญหาของคณะราษฎรที่ทำให้การยึดอำนาจ ไม่สามารถเปลี่ยนประเทศไทย ได้อย่างถอนรากถอนโคน ก็คงเป็นเหตุง่าย ๆ สองสามเรื่อง คือ หนึ่งสันดานคนไทยเรา ไม่จาบจ้วงคนอาวุโสหรือสูงกว่าทางศักดิ์  ไม่ใจไม้ใส้ระกำพอที่จะล้มล้างกันจนสิ้นซาก การประนีประนอมจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้น   สอง ประชาชนไม่ได้ตื่นรู้ หรือมีส่วนร่วมในการกำหนดการเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง และสาม ในการปกป้องอำนาจใหม่ที่ได้มา มันก็เหมือนตกปลาได้แล้วถอดมาวางไว้บนแคร่ริมน้ำ โดยไม่ได้ทุบหัวปลาหรือเอาปลาใส่ข้องนั่นเอง   และสาม คณะราษฎรแย่งอำนาจมาจากเจ้า แล้วไม่ได้กำจัดรากเหง้าปัญหาที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มอำมาตย์ อันประกอบด้วยนายทหาร และข้าราชการระดับสูง ซึ่งผูกพันกับเจ้าอย่างแยกกันไม่ออก  และเมื่อการประนีประนอมเกิดขึ้น เจ้ายังฝังรากคู่กับอำมาตย์ และขุนศึก ตลอดจนพ่อค้าคู่บัลลังก์ทั้งหลาย ก็ยังผูกประโยชน์กับกลุ่มเจ้าและอำมาตย์  
และสิ่งที่ก่อตัวหลังการปฎิวัติ  2475 ก็คือ ภาคีอสูร ที่รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นสานประโยชน์ และสร้างวัฒนธรรมใหม่ ให้เจ้ากลายเป็นศูนย์กลางอำนาจ เพื่อให้ขุนศึก นายทุนศักดินา และอำมาตย์ทั้งหลาย ต่อรอง ประสานประโยชน์และกอบโกยกินไป พร้อมกับความรุ่งเรืองอำนาจของราชวงศ์  ในขณะที่ตัวแทนประชาชนอย่างท่านปรีดี และคณะที่ไม่ใช่ลูกชาวบ้าน หรือฝ่ายพลเรือน ต้องถูกกำจัดออกไปเสียจากขั้วอำนาจ  ด้วยวิธีการอันแยบยล ทั้งหลอกเอาไปใช้แล้วก็ป้ายสีตีเน้น ให้ต้องหลุดจากวงจรอำนาจในที่สุด นั่นคือจุดจบของประชาชน ที่บังอาจไปแตะแก็งค์อสูรเขี้ยวลากดิน 

การก่อการกบฎหรือรัฐประหารต่อจากนั้น ในระยะสามสิบปีถัดมา  แม้จะมีนัย ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันเป็นแค่การแย่งอำนาจรัฐ เพื่อฉกฉวยผลประโยชน์ใต้ระบอบเดิมที่มีภาคีอสูรตัวเดิม ที่เพียงแต่เปลี่ยนหน้ากันไปสานประโยชน์แค่นั้น  

กาลต่อมา ประชาชนไทยก็เจริญขึ้นตามกระแสโลก โดยสิ่งเหล่านี้ใครก็ห้ามยาก คนหัวสมัยใหม่มีเพิ่มขึ้น ระดับการศึกษาดีขึ้น ข่าวสารถูกเผยแพร่เร็วขึ้น ถนนหนทางดีขึ้น ฯลฯ แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองจริง ๆ โดยตัวแทนประชาชน หรือลูกหลานประชาชนนั้น กว่าจะได้เกิดขึ้น ก็ต้องรอถึงปี 2514 เกือบสี่สิบปีให้หลัง  ด้วยเหตุความระยำของทรราช ที่ชัดจนยากเบือนหน้าหนี  ความเสื่อมทราม ล่้าหลัง และย่ามใจของสมาชิกภาคีอสูร ที่สนุกกับการใช้อำนาจ แบบไม่เกรงใจใคร จนบาดหมางหรือระแวงกันเอง ก็เลยต้องมีรายการกำจัดกันออกไป โดยประจวบเหมาะ กับการตื่นตัวของพลังนักศึกษา ลูกหลานชาวบ้านพอดี  แต่ก็นั่นแหละ นักศึกษาหัวใจรักชาติอย่างบริสุทธิ์ มีรึจะสู้ประสบการณ์อันยาวนานของภาคีอสูรได้  แค่สามปีให้หลัง ก็ถูกใช้เป็นเบี้ย และถูกสยบจนสลบแบบยากฟื้น  เพราะมีการให้ยาเคลิ้มสิ่งบันเทิง และยาเฉยชาต่อสาระอย่างต่อเนื่อง    หลังจากนั้น    นับตั้งแต่ 6  ตุลา 19 เป็นต้นมา พลังนักศึกษาจึงไม่ฟื้นจริง ๆ ไม่สามารถเป็นพลังชี้นำสังคมได้อีก ยิ่งสังคมพัฒนาไปมาก นักศึกษาที่หลงระเริงกับสิ่งบันเทิง หรือถูกหลอกให้ติดกับวิชาการที่เน้นให้สยบยอมมากกว่าคิดสร้างสรรค์  ก็ยิ่งไร้ปัญญาที่จะชี้นำ หรือนำเสนออะไรให้กับสังคมได้ นักศึกษาสมัยนี้ จึงเป็นได้แค่ไม้ประดับที่ไม่โดดเด่นทั้งรูปแบบและสาระ  
แล้วปรากฎการณ์สุจินดา ในช่วงพฤษภาทมิฬ ปี 35 นั้นเล่า เรียกได้ไหมว่านี่ คือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทยในสองทศวรรษหลัง? คำตอบก็คือ ได้ แต่ไม่เรียกว่าชัดเจนนัก  สมัยนั้น ม็อบมือถือ ออกมาพร้อมกับปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน กอปรกับสุจินดา ไม่ใช่นักรบคนโปรด และเป้าหมายก็ไม่ได้เลยเถิดไปข้างบน  ม็อบที่ไม่มากมายนัก ก็สามารถจะไล่นายพล คนรูปหล่อแต่หัวไม่ค่อยไบรท์ออกไปได้  แม้ว่าจะต้องตายกันไปมาก และนี่เป็นมิติแรกของ     "การฆ่าควายทำลายศพ" ของคนใจโฉดในเครื่องแบบ ในฐานะภาคีอสูรยุคใหม่ จนติดมาถึงยุคเมษาเลือดและเมษาทมิฬ ก่อนมาถึงพฤษภาปีล่าสุด จะว่าไปแล้ว พฤษภาทมิฬ ได้ส่งสัญญาณให้เห็นว่า คนไทยตื่นตัวอีกแล้ว และงานนี้เป็นคนชั้นกลางเข้ามาเยอะด้วย 
อย่างไรก็ตาม ใครที่คิดว่านั่นคือการตื่นตัวครั้งใหญ่  คงตะลึง เมื่อได้มาเห็น ปรากฎการณ์แดงทั้งแผ่นดิน แม่เจ้าโว๊ย… อะไรจะแดงได้แดงดี แดงซะจนคนบางคนขนลุกกลางหน้าร้อน    ทำไมจึงเกิดแดงทั้งแผ่นดิน แล้วทำไมแดงทั้งแผ่นดินแล้วยังไม่ชนะ แถมโดนซะอ่วมอีก?
ต้องยอมรับว่าการลุกมาหลังการรััฐประหารปีสี่เก้า เป็นจุดเริ่มต้นของมดแดงตื่นครับ  ประชาชนเหมือนมดแดงที่อยู่อย่างสันติสุขบนต้นไม้บ้าง บนรากหญ้าบ้าง อยู่ตามต้นมะม่วงบ้าง ฯลฯ มดแดงก็อยู่กันตามประสามดแดง ไม่เรียกร้อง ไม่วุ่นวายกับใคร ทำมาหากินกันไป แต่เมื่อเกิดรัฐประหารสี่เก้า มดแดงพอเพียงก็แปลงร่างเป็นมดแดงตื่นตัว  ลุกมาคุย ลุกมานินทา ลุกมาเกาะกลุ่ม ลุกมาสร้างทัพ  แล้วก็เริ่มมีกลุ่มก้อน วิญญาณมดนักสู้ก็ได้เกิดขึ้นมากมาย ประชาชนมดที่เคยอยู่นิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนไหวรุกรานอาณาจักรใคร ก็เริ่มเดินพล  นี่ย่อมเป็นการเคลื่อนไหวของประชาชนมดแดงชนิดที่สะท้านฟ้าสะเทือนกำแพง  การเคลื่อนไหวนี้ น่ากลัวเหลือเกินสำหรับภาคีอสูร ที่กลายตัวเป็นกองขี้หมูไหลไปรวมกัน แล้วขี้หมูก็เผยโฉมเป็นก๊กกินเมือง ที่มากันเป็นแถว เรียงหน้าเปิดหน้้ากากทั้งระบบ ไล่มาตั้งแต่กลุ่มคนตระกูลบุญหด บุรุษหัวขาวสะพานอำนาจ ขุนศึกอัปปรีย์ ศาลเหี้ย เอ๊ย ศาลเตี้ยศักดิ์  ข้าราชการเอ๋าโจ้ เสี่ยหื้อ เอ็นจีโง่ ผู้ดีอุปโลก แล้วก็นักวิชากินกากเดนอำนาจ  พวกนี้ออกมากองรวมกันเป็นกองขยะเหม็นโชยไปทั่ว จนคนไร่คนนา ตื่นมาดู แล้วก็ลุกมาใส่ชุดแดง ออกมาสุมหัวนินทา ฟังหนังขายยา เอ๊ย การปราศรัยประกอบการร้องเพลงบรรเลงอร่อย  ทำกันจนคนในภาคีอสูร ปวดเศียรเวียนเกล้า เอาปืนยิ่งยามมืดให้มันกลัวในปีห้าสอง มันก็ไม่ยอมเลิก แถมอีกปีเดียว มันมากันมืดฟ้ามัวนคร  มาคราวนี้ เล่นมาแบบหยามหน้า ประกาศศักดาแดงทั่วเมืองหลวง แถมคนกรุงทำท่าจะออกมาต้อนรับ เหมือนเสื้อแดงเป็นเป็นขบวนเสด็จแถวบ้านนอกเมื่อซักสิบยี่สิบปีที่แล้ว ที่คนไปตากแดด ตากน้ำค้างรอตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อรอรับเสด็จ  แต่นี่เล่นมาทั้งเท้า ทั้งจักรยานยนตร์ รถบรรทุก รถตู้ แถมรถเก๋งที่แพงชนิดเห็นแล้วต้องสะอึก ไพร่ประสาอะไรนั่น…! 
  ดูจากจำนวนกิจกรรม จำนวนคน และลีลาปราศรัยและการตื่นตัวเหิมฮึกของคนเสื้อแดง เราน่าจะชนะคะแนนไปแล้วนะครับ แต่ในที่สุด ต่อยอยู่ดี ๆ ไม่ทันถึงยกตัดสิน เขาก็จ้างคนดับไฟยิงขู่ กระชับเวที เปิดไฟไล่ยิงหัว ทั้งนักมวย ทั้งกองเชียร์แตกกระเจิง กว่าจะมาเลียแผลใจ รวมกลุ่มกันได้อีกที ก็หลายเดือน  แต่นั่นแหละ ยุคนี้มันยุคมดแดงมียันตร์กันสไนเปอร์ รอดมาได้แล้ว ใจมันจึงยิ่งแดงกว่าเดิม  คั่งแค้นแสนอึดอัด แล้วก็รอวันกลับไปสุ้อีก ฝ่ายภาคีอสูร ก็ไล่ต้อน กะจะเอาให้อยู่หมัด 

แต่ที่ไหนได้ล่ะ ยิงการ์ดวัยหนุ่ม ที่เชียงใหม่ แทนที่จะทำให้มดแดงถอยหนี กลับออกมาแห่ศพน้องเจมส์  ซะยิ่งใหญ่กว่าศพเจ้าเชียงใหม่อีกละมั้ง  เวลานี้ประชาชนมีพลังที่น่ากลัว แดงแล้วไม่ยอมเปลี่ยน แถมสีอื่นมาสมทบ แล้วสีสลิ่มและสีอื่น ๆ ก็เริ่มแดงเรื่อ ๆ ตามอีกด้วย  ตอนนี้ก็ต้องหาทาง ให้นักการเมืองและแกนนำเสื้อแดง ออกมาแสดงตัวร่วมปรองดอง เพื่อสยบพลังประชาชน  วันที่สิบเก้ากันยายน กะว่าจะให้แกนนำและพรรคการเมืองแดง ออกมาปะเหลาะให้มดแดงกลับรัง แล้วร้องเพลงสามัคคีชุมนุม  แต่ไม่กี่วันเราก็จะได้รู้ครับ ว่าจะมีใครเชื่อเพื่อไทย จะมีใครฟังคุณทักษิณ หรือจะมีใครเชื่อแกนนำอีก  ทำไมล่ะ ทำไมประชาชนที่เคยพอเพียงแม้ไม่เพียงพอ เคยยอมแบบไม่ถามไถ่ เคยตามแบบไม่ยอมตั้งคำถาม เคยเชื่อฟังและจงรักภักดีอย่างไม่เคยทวงบุญคุณ ฯลฯ ทำไม ประชาชนจึงกลายเป็นมดแดงแผลงฤทธิ์ ไม่กลัวช้างขึ้นมา  ไม่กลัวเปล่า ๆ น่ะไม่เท่าไหร่ แต่เล่นกะจะหาทางลอบไต่ขึ้นไปกัดหู กัดตา กัดหน้า กัดไตใส้พุง กัดก้น กัดไปทุกจุดที่กัดได้ซะด้วย  สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เราสรุปได้ว่ากระไรล่ะ? มีบทเรียนอะไรบ้าง?

หนึ่ง การต่อสู้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนตื่นตัวอย่างแท้จริง จำนวนมากและแผ่กระจายไปทั่วแผ่นดินอย่างปฎิเสธไม่ได้  เท่ากับการตืนตัวของประชาชน หลังการรัฐประหารปีสี่เก้า  และเป้าหมายของการแย่งชิงอำนาจ ไม่ใช่เพื่อการแย่งอำนาจ ไปสู่มือสมาชิกภาคีอสูรเช่นเดิม  แต่เป็นเป้าหมายเพื่อแย่งอำนาจคืนประชาชน อย่างไม่มีการประณีประนอมซะด้วย

สอง การต่อสู้ที่นำโดยนักการเมือง การฝากความหวังไว้ที่นักการเมือง เราได้ให้เวลาพวกเขาพิสูจน์ตัวเอง นานพอแล้ว  และเราก็ได้พิสูจน์หัวใจโฉดของภาคีอสูรว่ามันไม่มีวันยอม ไม่มีทางประณีประนอม ไม่มีทางเห็นหัวประชาชน  เราจึงสรุปกันได้ว่า ประชาชนหวังพึ่งใครไม่ได้อีกแล้วครับ  นักการเมืองอ่อนแอเกินไป หาอุดมการณ์แท้จริงไม่ได้  นอกนั้น ทหารและตำรวจแตงโม ก็ยังไม่กล้าและแกร่งพอ  สื่อส่วนใหญ่ยังเป็นของอสูรพรรค  แกนนำอยู่ในคุกเอาตัวไม่รอด  ท่านทักษิณเริ่มเสียงแผ่วและต้องทบทวนการลงทุนใหม่  ทีนี้ประชาชนก็ได้เรียนรู้แล้วว่า การตามนักการเมือง การหวังรอพระเอก การรอความเห็นใจจากอสูร และการฝากความหวังไว้ที่คนอื่น เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว  ประชาชนต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือนักการเมืองให้มีสำนึกสู้เพื่อประชาชน  ประชาชนต้องชี้แนวทางให้คุณทักษิณ  ประชาชนต้องสร้างสื่อของประชาชน ประชาชนต้องสร้างเครือข่าย และวางแผนปฎิวัติเพื่อเอาสิ่งชั่วร้ายออกไป แล้วเอาสิ่งดีเข้าไปแทน

คุณณัฐวุฒิ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยวาทกรรม ถามดินถามฟ้า แต่วันนี้ ประชาชนไม่ต้องถามแล้วครับ ไม่มีใครให้ถามแล้วครับ ประชาชนต้องรวมตัวกัน ไม่ต้องหวังพึ่งใคร ประชาชนต้องแข็งแรงด้วยตัวเอง ต้องเรียนรุ้ที่จะสร้างขุมกำลังและเครือข่าย  ต้องรู้เป้าหมาย องค์ประกอบความสำเร็จ แนวรบทั้งหมด และวิธีการก้าวไปสู่เป้าหมาย ที่ต้องทำกันเอง และประสานกับทุกแรงที่จะแสวงหามาช่วยได้   ประชาชนต้องหาทางสร้างแนวร่วม จากคนที่ยังไม่เข้าข้างอสูร ประชาชนที่ยังไม่ตื่นรู้  ทหารและตำรวจแตงโม ข้าราชการแดงที่ยังกลัวอำนาจมืด  สื่อที่ยังพอมีจิตสำนึก นักธุรกิจที่สำนึกถึงบ้านเมือง นักศึกษาที่ยังพอมีเชื้อเอาถ่าน  เยาวชนที่ยังพร้อมรับอาหารแดง และทุกกลุ่มที่หาได้  เมื่อเราพร้อมด้วยพลังประชาชน ถึงสี่สิบล้านคนนั่นแหละ  เราจึงจะชนะได้  และที่สำคัญ ประชาชนจะต้องเป็นเหมือนมดแดง ที่รู้หน้าที่เฉพาะตน รู้พัฒนาตนเอง รู้สร้างกลุ่ม รู้สมานแนวทาง และรู้ว่าวันไหน จะเข้ากัดส่วนสำคัญของช้างบ้า เพื่อล้มช้างบ้า ที่ชื่อ ภาคีอสูรให้หมดสิ้นไป พร้อมกับสร้างฐานของบ้านเมืองใหม่ บนหลักที่ว่า การปกครองต้องเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน  โดยบ้านเมืองต้องมีเสรีภาพ บนความเสมอภาคของชนทุกเหล่า ที่อยู่ร่วมกันด้วยความเป็นกัลยาณมิตรหรือภราดรภาพ

การต่อสู้ยกสำคัญที่สุดต่อไปนี้ เหมือนศึกล้มแชมป์ แต่คราวนี้ ประชาชนจะฉลาดที่จะคุมเวที ยืนล้อมเวที คุมกรรมการ คุมไฟ คุมกติกา แล้วเรียกช้างบ้าขึ้นมาเจอกับมดแดงนับหลายสิบล้าน และวันนั้น ช้างอย่าร้องเอ๋ง ๆ หรือขอร้องอย่างอ่อย ๆ ว่า "อย่ารุมเค้านะตัวเอง" ไม่ได้ นะเฟ้ย… เพราะงานนี้ เชื่อว่าประชาชน ไม่ได้เป็นส่วนน้อยหรือใจอ่อนเหมือนท่านปรีดีแล้วนะจ๊ะ นะจ๊ะ…

บทเรียน...
๒ ก.ค. ๒๕๖๑
หากเราไม่มีการจัดตั้ง ไม่ทำงานอย่างเป็นระบบ หากไม่มีการรวมพลังประชาชนอย่างเป็นแก่นสาร ... ความคืบหน้าก็จะเชื่องช้า เหมือนกับที่ผ่านมาแปดปีที่ผ่านมา ที่ถูกกระแสปฏิรูปฉุดรั้งมาตลอด

สรุปบทเรียนให้เร็ว แล้วเร่งสร้างขบวนประชาชนเถิด พี่น้องทั้งหลาย


No comments:

Post a Comment