Tuesday, September 29, 2015

เห็นพิษสงของเผด็จการบ้าที่ดินหรือยังล่ะ

ใครเป็นลูกหลานคนแถวๆนั้น ยินดีด้วยนะ 

เห็นพิษสงของเผด็จการบ้าที่ดินหรือยังล่ะ จ้องฮุบเอาที่ดินคนจนล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำทั้งนั้น พวกเหลืองรักนกหวีดพวกแดงรักทัษิณ แมร่งมันไล่เกลี้ย ที่ได้รับผลกระทบสุดๆคือบางกลุ่ม ร.1ร.3 ร.4 ร.5 พระราชทานให้อยู่อาศัยมาครั้งบรรพบุรุษ กษัตริย์ต่อมา ร6 ร7 ร8 ร9 ไม่เคยไล่ที่ แล้วใครอยู่เบื้องหลังสั่งให้ไอ้หม่อมเอ๋อมาไล่ที่กันเล่า

ชาวคลองถมเพิ่งโดนไล่จนถอยหมดกันแล้ว ถูกห้ามเข้าพื้นที่ ย้ายไปขายของริมฟุตบาทกก็ไม่ได้  รัฐบาลอำมาตย์เผด็จการสั่งรัฐบาล คสช.มาใช้.44 คืนความสุขให้คนจนแบบนี้เอง ผู้ค้าสะพานเหล็กครวญโดน กทม.แกล้งสารพัดเพื่อไม่ให้ขายของได้อีก อ้างจัดระเบียบ เจ้าของเดิมให้มาพัฒนาพื้นที่  ต้องเคลียร์พื้นที่ตรงนั้น อ้างตรงเวิ้งนาครเกษมไอ้เอ๋อให้กับเสี่ยเจริญ เบียร์ช้าง ที่เพิ่งกว้านชื่อที่ดินตรงนั้นจากตระกูลบริพัตร เอ๋อก็ใช้อำนาจรัฐขจัดคนจนให้นายทุนเบียร์ช้างนอมิเนียของมาเฟียใหญ่ในประเทศไทย คนจนต้องปาดน้ำตาให้กับเผด็จการไทยอีกหน

เห็นพิษสงของเผด็จการบ้าที่ดินหรือยังล่ะ

ใครเป็นลูกหลานคนแถวๆนั้น ยินดีด้วยนะ 

เห็นพิษสงของเผด็จการบ้าที่ดินหรือยังล่ะ จ้องฮุบเอาที่ดินคนจนล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำทั้งนั้น พวกเหลืองรักนกหวีดพวกแดงรักทัษิณ แมร่งมันไล่เกลี้ย ที่ได้รับผลกระทบสุดๆคือบางกลุ่ม ร.1ร.3 ร.4 ร.5 พระราชทานให้อยู่อาศัยมาครั้งบรรพบุรุษ กษัตริย์ต่อมา ร6 ร7 ร8 ร9 ไม่เคยไล่ที่ แล้วใครอยู่เบื้องหลังสั่งให้ไอ้หม่อมเอ๋อมาไล่ที่กันเล่า

ชาวคลองถมเพิ่งโดนไล่จนถอยหมดกันแล้ว ถูกห้ามเข้าพื้นที่ ย้ายไปขายของริมฟุตบาทกก็ไม่ได้  รัฐบาลอำมาตย์เผด็จการสั่งรัฐบาล คสช.มาใช้.44 คืนความสุขให้คนจนแบบนี้เอง ผู้ค้าสะพานเหล็กครวญโดน กทม.แกล้งสารพัดเพื่อไม่ให้ขายของได้อีก อ้างจัดระเบียบ เจ้าของเดิมให้มาพัฒนาพื้นที่  ต้องเคลียร์พื้นที่ตรงนั้น อ้างตรงเวิ้งนาครเกษมไอ้เอ๋อให้กับเสี่ยเจริญ เบียร์ช้าง ที่เพิ่งกว้านชื่อที่ดินตรงนั้นจากตระกูลบริพัตร เอ๋อก็ใช้อำนาจรัฐขจัดคนจนให้นายทุนเบียร์ช้างนอมิเนียของมาเฟียใหญ่ในประเทศไทย คนจนต้องปาดน้ำตาให้กับเผด็จการไทยอีกหน

นายกยิ่งลักษณ์ ฟ้องกลไกเผด็จการ...มีอะไรต้องพิจารณา

การ ฟ้องคดีอาญาของ ท่านนายกรัฐมนตรี(หญิง) คนแรกของประเทศไทย ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันวาน และในวันนี้ มีผู้มาโพสต์ ข้อความดังต่อไปนี้:

"การฟ้องร้องของนายกปูในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพื่อรักษาศักดิ์ศรี เพื่อการรุมกัดของเหล่าอธรรมทั้งหลาย ทั้ง ๆ ที่พวกมันก็รู้ว่า การกระทำที่ผ่านมานี้เป้นนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาอันทรงเกียรติ แต่เหล่าหมาขี้เรื้อนพวกนี้ ต้องการให้นายกปูมีมลทินในเรื่องนี้ให้ได้ เพื่อจะนำมาเป็นชนักกดดันนายกปูในเรื่องต่าง ๆ เฉกเช่นเดียวกับนายกทักษิณในเรื่อง " ที่ดินรัชดา " จนไม่สามารถกลับมารับโทษที่โดนกลั่นแกล้งเช่นนี้ได้ดังนั้น การกระทำของนายกปูในครั้งนี้ พวกเราผู้รักความเป็นธรรม จะต้องช่วยแพร่ข่าวนี้ออกไปให้มาก และให้พวกเหล่าหมาขี้เรื้อนเหล่านั้น ได้รู้ว่า มึงรังแก " นายกปู " ไม่ได้หรอก
นี่เป็นเพียงมาตรการการต่อต้านของพวกเรา ในด่านแรกเท่านั้นครับ"

ผม ในฐานะนักกฏหมาย ขอเสนอข้อคิด เป็นการบ้านในเรื่องนี้ เพื่อความสุขุมรอบคอบ ดังต่อไปนี้:

๑. การออกคำสั่งฟ้อง ของอัยการสูงสุด และ เพื่อฟ้องนายกหญิงคนแรกของประเทศไทย คุณยิ่งลักษณ์ฯ นั้น ก่อนที่คุณยิ่งลักษณ์ฯ จะโต้กลับ ด้วยการฟ้องคดี เมื่อวันวานนี้ในคดีอาญา

๒.เพื่อความ รู้ที่เห็นแจ้ง และ สัมผัสได้ โดยชอบธรรม

๓. ผมต้องขอถามตรงนี้ว่า "มีการฟ้องเพื่อทำลาย ความชอบธรรมตามกฏหมายของ [คำสั่งฟ้อง] ของท่านอัยการสูงสุด แล้วหรือยัง?"

๔. ถ้ายัง ก็ต้องทำ เพราะ:

๕. การฟ้องคดีในทางอาญา คือการฟ้องคดี เพื่อกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้อง กระทำความผิด ต่อ กฏหมายอาญา (กระบิลเมือง ถ้อยคำในยุคใช้กฏหมายอาญา ร.ศ. ๑๑๒ ของประเทศไทย)

๖. ความชอบธรรม ตามกฏหมายของตัว "คำสั่งฟ้อง" ของท่านอัยการสูงสุด ยังมีอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์


๗. แล้วพวกท่านไม่กลัว ท่านอัยการสูงสุด เขา จะฟ้องโต้กลับว่า "คุณยิ่งลักษณ์ฯ ไปฟ้องเขา เป็นความผิดทางอาญาบ้างเลยหรือไร?"

๘. ที่ท่าน ตั้งญัตติ ในเชิงถามความเห็นมา ผมจึงต้องขอติง เพื่อให้ทุกๆท่าน ช่วยกันระแวดระวัง แก่ท่านนายกฯหญิง ยิ่งลักษณ์ด้วยครับ.

นายกยิ่งลักษณ์ ฟ้องกลไกเผด็จการ...มีอะไรต้องพิจารณา

การ ฟ้องคดีอาญาของ ท่านนายกรัฐมนตรี(หญิง) คนแรกของประเทศไทย ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันวาน และในวันนี้ มีผู้มาโพสต์ ข้อความดังต่อไปนี้:

"การฟ้องร้องของนายกปูในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพื่อรักษาศักดิ์ศรี เพื่อการรุมกัดของเหล่าอธรรมทั้งหลาย ทั้ง ๆ ที่พวกมันก็รู้ว่า การกระทำที่ผ่านมานี้เป้นนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อสภาอันทรงเกียรติ แต่เหล่าหมาขี้เรื้อนพวกนี้ ต้องการให้นายกปูมีมลทินในเรื่องนี้ให้ได้ เพื่อจะนำมาเป็นชนักกดดันนายกปูในเรื่องต่าง ๆ เฉกเช่นเดียวกับนายกทักษิณในเรื่อง " ที่ดินรัชดา " จนไม่สามารถกลับมารับโทษที่โดนกลั่นแกล้งเช่นนี้ได้ดังนั้น การกระทำของนายกปูในครั้งนี้ พวกเราผู้รักความเป็นธรรม จะต้องช่วยแพร่ข่าวนี้ออกไปให้มาก และให้พวกเหล่าหมาขี้เรื้อนเหล่านั้น ได้รู้ว่า มึงรังแก " นายกปู " ไม่ได้หรอก
นี่เป็นเพียงมาตรการการต่อต้านของพวกเรา ในด่านแรกเท่านั้นครับ"

ผม ในฐานะนักกฏหมาย ขอเสนอข้อคิด เป็นการบ้านในเรื่องนี้ เพื่อความสุขุมรอบคอบ ดังต่อไปนี้:

๑. การออกคำสั่งฟ้อง ของอัยการสูงสุด และ เพื่อฟ้องนายกหญิงคนแรกของประเทศไทย คุณยิ่งลักษณ์ฯ นั้น ก่อนที่คุณยิ่งลักษณ์ฯ จะโต้กลับ ด้วยการฟ้องคดี เมื่อวันวานนี้ในคดีอาญา

๒.เพื่อความ รู้ที่เห็นแจ้ง และ สัมผัสได้ โดยชอบธรรม

๓. ผมต้องขอถามตรงนี้ว่า "มีการฟ้องเพื่อทำลาย ความชอบธรรมตามกฏหมายของ [คำสั่งฟ้อง] ของท่านอัยการสูงสุด แล้วหรือยัง?"

๔. ถ้ายัง ก็ต้องทำ เพราะ:

๕. การฟ้องคดีในทางอาญา คือการฟ้องคดี เพื่อกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้อง กระทำความผิด ต่อ กฏหมายอาญา (กระบิลเมือง ถ้อยคำในยุคใช้กฏหมายอาญา ร.ศ. ๑๑๒ ของประเทศไทย)

๖. ความชอบธรรม ตามกฏหมายของตัว "คำสั่งฟ้อง" ของท่านอัยการสูงสุด ยังมีอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์


๗. แล้วพวกท่านไม่กลัว ท่านอัยการสูงสุด เขา จะฟ้องโต้กลับว่า "คุณยิ่งลักษณ์ฯ ไปฟ้องเขา เป็นความผิดทางอาญาบ้างเลยหรือไร?"

๘. ที่ท่าน ตั้งญัตติ ในเชิงถามความเห็นมา ผมจึงต้องขอติง เพื่อให้ทุกๆท่าน ช่วยกันระแวดระวัง แก่ท่านนายกฯหญิง ยิ่งลักษณ์ด้วยครับ.

ประยุทธ์ กับประธาน จี.77 เกียรติยศ หรือความอัปยศ ?

ประยุทธ์ กับประธาน จี.77 เกียรติยศ หรือความอัปยศ ?
สิ่งที่คนไทยต้องรู้
-ระยะนี้ ไม่ว่าทางรัฐบาล เช่น เสธ.ไก่อู,สื่อสารมวลชน ตลอดจนผู้สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งทุกเว็บไซด์ของสลิ่ม ต่างออกมายกย่องชื่นชมท่านกันทุกวันที่สามารถทำให้ไทยได้เป็นประธาน จี.77 ในปีหน้า
ความจริง ผมไม่อยากขัดคอท่านหรอกครับ เห็นสลิ่มโพสต์เชิดชูท่านเหลือเกินก็ได้แต่ทำเฉยๆไว้ เพราะทุกวันนี้ก็ถูกเพ่งเล็ง ถูกคุกคามอยู่บ่อยๆแล้ว แต่มาเห็นการให้สัมภาษณ์ของท่านวันก่อนตามลิงค์นี้แล้ว ยอมรับว่า เหลือทนกับความเป็นตัวตนของท่านจนทนไม่ไหวจริงๆ
ท่านกล่าวถึงกรณีที่ประเทศสมาชิกกลุ่มจี 77 รับรองให้ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม สำหรับวาระปี 2559 ว่า
"ทางกลุ่มจี 77 มีการพูดคุยเรื่องความยากจนและความยั่งยืน การคัดเลือกจะเลือกจากประเทศที่มีประสบการณ์ และประเทศที่ประสบความสำเร็จซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการลดความยากจนลงในปี 2543 กว่าร้อยละ 40"
ท่านพูดถูก แต่พูดไม่หมดครับ เพราะจากรายงานของ World Bank,THAILAND ECONOMIC MONITOR NOVEMBER 2005 ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลหลักที่กลุ่ม G77 ใช้เป็นข้อมูลศึกษา มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ทั้งในหน้า 6 และหน้า 14 ว่า
-The poverty headcount ratio in Thailand fell by 10 percentage-points from 2000 to 2004. It fell from 21 percent of population
below the poverty-line in 2000 to 11 percent in 2004 . The largest gain was from the Northeast , though North did pretty well too.
The rise in household incomes, especially agricultural incomes, has contributed to the reduction in poverty.
As the majority of the poor reside in the rural areas and are engaged in agricultural activities, the double digit
rise in farm incomes since 2002 had contributed to poverty alleviation. From 2000 to 2004,
agricultural incomes have risen by 40 percent, higher than the rise in any other forms of income.
http://siteresources.worldbank.org/…/2005nov-econ-full-repo…
คร่าวๆก็คือ
-อัตราความยากจนในประเทศไทยลดลงร้อยละ 10 จุด จากปี 2543 ถึงปี 2547 ลดลงจาก 21 เปอร์เซ็นต์ของประชากรต่ำกว่าเส้นความยากจน
ในปี 2543 เป็นร้อยละ 11 ในปี 2547 ที่มากสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
การเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือน โดยเฉพาะรายได้ทางการเกษตรได้มีส่วนร่วมในการลดความยากจนของคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท
รายได้เริ่มเพิ่มขึ้นกับเกษตรกรตั้งแต่ปี 2545 และ จากปี 2543 ถึงปี 2547
รายได้ทางการเกษตรได้เพิ่มขึันถึงร้อยละ 40 สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ในรูปแบบอื่นๆ 
เห็นคำพูดท่านประยุทธ์หรือยังครับ ท่านบอกที่ได้รับคัดเลือกเพราะ "ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการลดความยากจนลงในปี 2543 กว่าร้อยละ 40"
ท่านลืมหรือไม่ทราบกันแน่ว่า ในปี 2543 นั้น เป็นสมัยปลายรัฐบาลของคุณชวน หลีกภัย ที่ถูกพายุเศรษฐกิจกระหนํ่าจนล้มควํ่า ล้มหงาย ทั้งจากเศรษฐกิจฟองสบู่สมัยพล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ และคดี ปรส.อันอื้อฉาว จนต้องยุบสภาไปตอนต้นปี 2544 (6 ก.พ.) ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความยากจนของท่านทักษิณแม้แต่น้อย
ความดีความชอบในการลดความยากจนที่ประสบความสำเร็จจนกลุ่ม G77 ชื่นชมและมีมติให้ไทยเป็นประธานฯในปีหน้านั้น เกิดขึ้นเพราะผลงานของท่านทักษิณ (2544-2549)โดยแท้แน่นอน ไม่มีข้อสงสัย
แต่เพราะความอิจฉา ริษยา กลัวท่านทักษิณจะได้หน้า เลยพูดกั๊กไว้ว่า พ.ศ. 2543 เรียกว่าเจตนา ชุบมือเปิบ เอาความดีความชอบของท่านทักษิณ คนที่ท่านชอบให้ร้าย มาเป็นของตัวเองอย่างหน้าตาเฉย
ถามจริงๆครับ ฟังท่านประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ตามลิงค์นี้แล้ว ฝ่ายรัฐบาล สื่อที่ชอบเชลียร์ และสลิ่มทั้งหลาย ท่านภูมิอกภูมิใจในตำแหน่งประธาน G77 กับตัวพล.อ.ประยุทธ์ กันมากหรือครับ
สำหรับผม การชุบมือเปิบอย่างไม่ละอายนั้น ชายชาติทหารเค้าไม่ทำกันครับ

ประยุทธ์ กับประธาน จี.77 เกียรติยศ หรือความอัปยศ ?

ประยุทธ์ กับประธาน จี.77 เกียรติยศ หรือความอัปยศ ?
สิ่งที่คนไทยต้องรู้
-ระยะนี้ ไม่ว่าทางรัฐบาล เช่น เสธ.ไก่อู,สื่อสารมวลชน ตลอดจนผู้สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งทุกเว็บไซด์ของสลิ่ม ต่างออกมายกย่องชื่นชมท่านกันทุกวันที่สามารถทำให้ไทยได้เป็นประธาน จี.77 ในปีหน้า
ความจริง ผมไม่อยากขัดคอท่านหรอกครับ เห็นสลิ่มโพสต์เชิดชูท่านเหลือเกินก็ได้แต่ทำเฉยๆไว้ เพราะทุกวันนี้ก็ถูกเพ่งเล็ง ถูกคุกคามอยู่บ่อยๆแล้ว แต่มาเห็นการให้สัมภาษณ์ของท่านวันก่อนตามลิงค์นี้แล้ว ยอมรับว่า เหลือทนกับความเป็นตัวตนของท่านจนทนไม่ไหวจริงๆ
ท่านกล่าวถึงกรณีที่ประเทศสมาชิกกลุ่มจี 77 รับรองให้ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม สำหรับวาระปี 2559 ว่า
"ทางกลุ่มจี 77 มีการพูดคุยเรื่องความยากจนและความยั่งยืน การคัดเลือกจะเลือกจากประเทศที่มีประสบการณ์ และประเทศที่ประสบความสำเร็จซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการลดความยากจนลงในปี 2543 กว่าร้อยละ 40"
ท่านพูดถูก แต่พูดไม่หมดครับ เพราะจากรายงานของ World Bank,THAILAND ECONOMIC MONITOR NOVEMBER 2005 ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลหลักที่กลุ่ม G77 ใช้เป็นข้อมูลศึกษา มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ทั้งในหน้า 6 และหน้า 14 ว่า
-The poverty headcount ratio in Thailand fell by 10 percentage-points from 2000 to 2004. It fell from 21 percent of population
below the poverty-line in 2000 to 11 percent in 2004 . The largest gain was from the Northeast , though North did pretty well too.
The rise in household incomes, especially agricultural incomes, has contributed to the reduction in poverty.
As the majority of the poor reside in the rural areas and are engaged in agricultural activities, the double digit
rise in farm incomes since 2002 had contributed to poverty alleviation. From 2000 to 2004,
agricultural incomes have risen by 40 percent, higher than the rise in any other forms of income.
http://siteresources.worldbank.org/…/2005nov-econ-full-repo…
คร่าวๆก็คือ
-อัตราความยากจนในประเทศไทยลดลงร้อยละ 10 จุด จากปี 2543 ถึงปี 2547 ลดลงจาก 21 เปอร์เซ็นต์ของประชากรต่ำกว่าเส้นความยากจน
ในปี 2543 เป็นร้อยละ 11 ในปี 2547 ที่มากสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
การเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือน โดยเฉพาะรายได้ทางการเกษตรได้มีส่วนร่วมในการลดความยากจนของคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท
รายได้เริ่มเพิ่มขึ้นกับเกษตรกรตั้งแต่ปี 2545 และ จากปี 2543 ถึงปี 2547
รายได้ทางการเกษตรได้เพิ่มขึันถึงร้อยละ 40 สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ในรูปแบบอื่นๆ 
เห็นคำพูดท่านประยุทธ์หรือยังครับ ท่านบอกที่ได้รับคัดเลือกเพราะ "ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการลดความยากจนลงในปี 2543 กว่าร้อยละ 40"
ท่านลืมหรือไม่ทราบกันแน่ว่า ในปี 2543 นั้น เป็นสมัยปลายรัฐบาลของคุณชวน หลีกภัย ที่ถูกพายุเศรษฐกิจกระหนํ่าจนล้มควํ่า ล้มหงาย ทั้งจากเศรษฐกิจฟองสบู่สมัยพล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ และคดี ปรส.อันอื้อฉาว จนต้องยุบสภาไปตอนต้นปี 2544 (6 ก.พ.) ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความยากจนของท่านทักษิณแม้แต่น้อย
ความดีความชอบในการลดความยากจนที่ประสบความสำเร็จจนกลุ่ม G77 ชื่นชมและมีมติให้ไทยเป็นประธานฯในปีหน้านั้น เกิดขึ้นเพราะผลงานของท่านทักษิณ (2544-2549)โดยแท้แน่นอน ไม่มีข้อสงสัย
แต่เพราะความอิจฉา ริษยา กลัวท่านทักษิณจะได้หน้า เลยพูดกั๊กไว้ว่า พ.ศ. 2543 เรียกว่าเจตนา ชุบมือเปิบ เอาความดีความชอบของท่านทักษิณ คนที่ท่านชอบให้ร้าย มาเป็นของตัวเองอย่างหน้าตาเฉย
ถามจริงๆครับ ฟังท่านประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ตามลิงค์นี้แล้ว ฝ่ายรัฐบาล สื่อที่ชอบเชลียร์ และสลิ่มทั้งหลาย ท่านภูมิอกภูมิใจในตำแหน่งประธาน G77 กับตัวพล.อ.ประยุทธ์ กันมากหรือครับ
สำหรับผม การชุบมือเปิบอย่างไม่ละอายนั้น ชายชาติทหารเค้าไม่ทำกันครับ

ชูวิทย์ ว่าด้วยกรณีระเบิดราชประสงค์: "ไอ้อ๊อด กับ ไอ้ปื๊ด"

ไอ้อ๊อด กับ ไอ้ปื๊ด

ความคลุมเคลือของคดีเหตุระเบิดราชประสงค์ อย่าว่าแต่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเลยครับ แม้แต่คนไทยแท้ๆ ยังสงสัย

กะอีแค่การปราบปรามการค้ามนุษย์ มันทำให้ผู้เสียผลประโยชน์โกรธจนถึงกับต้องวางระเบิดใจกลางกรุงเพื่อแก้แค้นประเทศไทยเลยหรือ?

ข่าวการสืบสวนยิ่งแปลก ผู้ต้องหาคนแรกนายอาเดม จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าสัญชาติอะไร แต่ทำไปทำมาถูกระบุว่าเป็น "ชายเสื้อเหลือง" ที่ลงมือวางระเบิด

แทนที่ระเบิดแล้วจะรีบบินออกนอกประเทศทันที กลับไปนั่งรอตำรวจอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แถวหนองจอก พร้อมกับอุปกรณ์ระเบิดเต็มห้อง (โชคดีจริงๆ)

ส่วนผู้ต้องหาอีกคน ก็ดันไปเดินทอดน่องอยู่แถวชายแดนไทย-เขมร แทนที่จะรีบแจ้นขึ้นแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิ บินออกนอกประเทศ

ที่พูดไม่ได้หมายความว่าตำรวจไทยไม่เก่ง เก่งมั๊กๆ โดยเฉพาะคดีใหญ่ๆ แต่คดีใหญ่ทุกคดีล้วนลุกลี้ลุกลน จนกระบวนการสอบสวนขาดความชัดเจน แต่ปิดคดีเร็วยิ่งกว่า FBI

เหตุจูงใจในการวางระเบิดก็กลับไปกลับมา เสร็จแล้วก็รีบจ่ายเงินรางวัลจบๆกันไป ทันวันที่ 30 ก่อน ผบ.ตร. เกษียณ พอดิบพอดี

ตัวละครลึกลับคนสำคัญ "ไอ้อ๊อด" ก็เพิ่มมาอีกคนตอนหลังๆ ทีแรกบอกไม่เกี่ยวกับอุยกูร์ ต่อมาก็เป็นเรื่องการเมืองภายใน สักพักวนกลับมาเรื่องค้ามนุษย์ ท้ายสุดหักมุมไปลงเอยที่ไอ้อ๊อดเสื้อแดง

ผมล่ะกลัวจริงๆ เรื่องนี้ดูแล้วมันชอบกล ไม่รู้ "ไอ้อ๊อด" กับ "ไอ้ปื๊ด" เป็นญาติอะไรกันหรือเปล่า? ป่านนี้ยังหาตัวไม่เจอ และคิดว่าคงไม่มีวันเจออีกแล้ว

มันไม่ค่อยจะเนียนสักเท่าไหร่เลยนะ

ชูวิทย์ ว่าด้วยกรณีระเบิดราชประสงค์: "ไอ้อ๊อด กับ ไอ้ปื๊ด"

ไอ้อ๊อด กับ ไอ้ปื๊ด

ความคลุมเคลือของคดีเหตุระเบิดราชประสงค์ อย่าว่าแต่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเลยครับ แม้แต่คนไทยแท้ๆ ยังสงสัย

กะอีแค่การปราบปรามการค้ามนุษย์ มันทำให้ผู้เสียผลประโยชน์โกรธจนถึงกับต้องวางระเบิดใจกลางกรุงเพื่อแก้แค้นประเทศไทยเลยหรือ?

ข่าวการสืบสวนยิ่งแปลก ผู้ต้องหาคนแรกนายอาเดม จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าสัญชาติอะไร แต่ทำไปทำมาถูกระบุว่าเป็น "ชายเสื้อเหลือง" ที่ลงมือวางระเบิด

แทนที่ระเบิดแล้วจะรีบบินออกนอกประเทศทันที กลับไปนั่งรอตำรวจอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แถวหนองจอก พร้อมกับอุปกรณ์ระเบิดเต็มห้อง (โชคดีจริงๆ)

ส่วนผู้ต้องหาอีกคน ก็ดันไปเดินทอดน่องอยู่แถวชายแดนไทย-เขมร แทนที่จะรีบแจ้นขึ้นแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิ บินออกนอกประเทศ

ที่พูดไม่ได้หมายความว่าตำรวจไทยไม่เก่ง เก่งมั๊กๆ โดยเฉพาะคดีใหญ่ๆ แต่คดีใหญ่ทุกคดีล้วนลุกลี้ลุกลน จนกระบวนการสอบสวนขาดความชัดเจน แต่ปิดคดีเร็วยิ่งกว่า FBI

เหตุจูงใจในการวางระเบิดก็กลับไปกลับมา เสร็จแล้วก็รีบจ่ายเงินรางวัลจบๆกันไป ทันวันที่ 30 ก่อน ผบ.ตร. เกษียณ พอดิบพอดี

ตัวละครลึกลับคนสำคัญ "ไอ้อ๊อด" ก็เพิ่มมาอีกคนตอนหลังๆ ทีแรกบอกไม่เกี่ยวกับอุยกูร์ ต่อมาก็เป็นเรื่องการเมืองภายใน สักพักวนกลับมาเรื่องค้ามนุษย์ ท้ายสุดหักมุมไปลงเอยที่ไอ้อ๊อดเสื้อแดง

ผมล่ะกลัวจริงๆ เรื่องนี้ดูแล้วมันชอบกล ไม่รู้ "ไอ้อ๊อด" กับ "ไอ้ปื๊ด" เป็นญาติอะไรกันหรือเปล่า? ป่านนี้ยังหาตัวไม่เจอ และคิดว่าคงไม่มีวันเจออีกแล้ว

มันไม่ค่อยจะเนียนสักเท่าไหร่เลยนะ

ความกระจอกและห่วยแตกของเสธน้ำเงิน (กระบอกอุจจาระของฝั่งทหารพระราชา)


ดูรายงานมั่ว ๆข้างล่างนะครับ
แสดงว่ามันไม่รู้เลยว่า การถ่ายทอดสดต่าง ๆ วันนี้ ทำได้ฟรีหรือแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายอันใด  และที่สำคัญที่สุด ไอ้เสธกระจอกเนี่ย ไม่เคยรู้ความจริงที่แท้จริง
ว่าในขบวนแดงนั้นเข้มแข็งขึ้นทุกวันและอย่างแท้จริงด้วยการเติบโตของประชาชนตัวจริง วันนี้ ต่อให้ทักษิณและตระกูลชินวัตรตายไปทั้งตระกูล
ก็ไม่มีทางที่จะทำให้ขบวนการสร้างประชาธิปไตยอ่อนแอลงได้

และงานที่ยูเอ็น ทักษิณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเหี้ยอะไรซักอย่าง วันนี้ดร.ทักษิณ นั่งกระดิกนิ้วรอ  ไม่ยอมเปลืองตัว ไม่ยอมควัก... จนประชาชนที่ทนรอไม่ไหว ได้ออกมาเป็นแกนนำกันอย่างไม่สนใจทักษิณอีกต่อไปแล้ว...

มองประยุทธ์ แล้วท่านเห็นว่ามันห่วยเพียงใด  ลูกน้องกระบอกอึนาม เสธน้ำเงิน มันก็ไม่ต่างกัน มันหวังผลทาง  IO  แต่ฐานการวิเคราะห์ข้อมูลพวกมันห่วยแตกมาตลอด

======================


คนแดนไกลกระอักสูญเงินก่อม็อบไปกว่า 100 ล้านบาท แต่ได้ทุยมาแค่ 6 -7 ตัว

แผนการณ์ที่คนแดนไกลลงทุนม็อบหักหน้าบิ๊กตู่ นายกฯ และหัวหน้า คสช.ที่ไปเป็นหน้าเป็นตาแทนคนไทยทั้งชาติในเวที UN นั้น การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่น้อยๆ ขั้นต่ำคือ 100 ล้านบาท เพราะได้เตรียมเช่าช่องสัญญาณถ่ายทอดสดตรงจากอเมริกา เชื่อมกับสวีเดน มาเมืองไทย 

รวมทั้งระบบสื่อสาร ทีมงานช่างภาพ ทีมเทคนิค ค่าเลี้ยงดูปูเสื่อ ค่าเครื่องบินม็อบ ค่าจ้างรายวัน ค่าที่พัก  ค่าดำนินการต่างๆ อีกมาย รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หวังว่างานนี้ได้ฉีกหน้าบิ๊กตู่ ส่งภาพและเสียงมาให้ทุยแดงในไทยดูผ่านคางคกทีวี โว้ยทีวี และสื่อแดง ได้ซี๊ดซ๊าดกันจั๋งหนับ

แต่สายลับแดงแปรพักตร์ที่เป็นหนอนอยู่ในวอร์รูมแกนนำเสรีเทย ก็ส่งรายงานให้ฝ่ายความมั่นคงทุกระยะ และทางการไทยก็ไม่กระโตกกระตาก ทำเป็นเฉยๆ แบบนักรบโบราณ พวกทุยแดงก็กระหยิ่มยิ้มย่อง ทดลองเชื่อมสัญญาณเสร็จกันครื้นเครง เฮ..กันคอกแทบแตก มโนว่างานนี้ดังเป็นพลุแน่

พอนายกฯ ถึงอเมริกาปุ๊บ สัญญาณถ่ายทอดสดจากอเมริกา สวีเดนมาไทยถูกทางการไทยตัดบล็อคฉับทันที จะร้องก็ไม่ออก เงินคนแดนไกล 100 ล้านบาท หายวับไปเป็นอากาศธาตุ แถมถูกคนไทยรักชาติในอเมริกาดัดหลัง โดยขยายเวลาการรวมตัวกันจากเดิม 1 วันเพิ่มเป็น 3 วัน เพื่อเบียดพื้นที่ม็อบทุยแดงให้ไปขังรวมอยู่กับม็อบชาวเขมรไม่กี่คน

เมื่อแผนการณ์ทุกอย่างล่มปากอ่าว จึงเหลือสภาพม็อบขนตูดทุยแดงทำหน้าเจื่อนๆ เหมือนขี้ไม่ออกมืดฟ้ามัวดินอยู่ 6-7 ตัวหน้า UN อย่างที่เห็นด้วย และคนแดนไกลหงายเงิบกระอักเลือดออกทวารทั้งห้าหนักมากด้วยประการฉะนี้ ก็บอกแล้วไงคนแดนไกลประกาศว่า "ผมแพ้ไม่เป็น" แต่บิ๊กตู่ เกทับว่า "ผมชนะเห็นๆ" คำโบราณจึงว่า "หัวเราะทีหลังดังกว่า" แน่นอน...ฮาๆๆ !!

@ เสธ น้ำเงิน1

ความกระจอกและห่วยแตกของเสธน้ำเงิน (กระบอกอุจจาระของฝั่งทหารพระราชา)


ดูรายงานมั่ว ๆข้างล่างนะครับ
แสดงว่ามันไม่รู้เลยว่า การถ่ายทอดสดต่าง ๆ วันนี้ ทำได้ฟรีหรือแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายอันใด  และที่สำคัญที่สุด ไอ้เสธกระจอกเนี่ย ไม่เคยรู้ความจริงที่แท้จริง
ว่าในขบวนแดงนั้นเข้มแข็งขึ้นทุกวันและอย่างแท้จริงด้วยการเติบโตของประชาชนตัวจริง วันนี้ ต่อให้ทักษิณและตระกูลชินวัตรตายไปทั้งตระกูล
ก็ไม่มีทางที่จะทำให้ขบวนการสร้างประชาธิปไตยอ่อนแอลงได้

และงานที่ยูเอ็น ทักษิณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเหี้ยอะไรซักอย่าง วันนี้ดร.ทักษิณ นั่งกระดิกนิ้วรอ  ไม่ยอมเปลืองตัว ไม่ยอมควัก... จนประชาชนที่ทนรอไม่ไหว ได้ออกมาเป็นแกนนำกันอย่างไม่สนใจทักษิณอีกต่อไปแล้ว...

มองประยุทธ์ แล้วท่านเห็นว่ามันห่วยเพียงใด  ลูกน้องกระบอกอึนาม เสธน้ำเงิน มันก็ไม่ต่างกัน มันหวังผลทาง  IO  แต่ฐานการวิเคราะห์ข้อมูลพวกมันห่วยแตกมาตลอด

======================


คนแดนไกลกระอักสูญเงินก่อม็อบไปกว่า 100 ล้านบาท แต่ได้ทุยมาแค่ 6 -7 ตัว

แผนการณ์ที่คนแดนไกลลงทุนม็อบหักหน้าบิ๊กตู่ นายกฯ และหัวหน้า คสช.ที่ไปเป็นหน้าเป็นตาแทนคนไทยทั้งชาติในเวที UN นั้น การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่น้อยๆ ขั้นต่ำคือ 100 ล้านบาท เพราะได้เตรียมเช่าช่องสัญญาณถ่ายทอดสดตรงจากอเมริกา เชื่อมกับสวีเดน มาเมืองไทย 

รวมทั้งระบบสื่อสาร ทีมงานช่างภาพ ทีมเทคนิค ค่าเลี้ยงดูปูเสื่อ ค่าเครื่องบินม็อบ ค่าจ้างรายวัน ค่าที่พัก  ค่าดำนินการต่างๆ อีกมาย รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หวังว่างานนี้ได้ฉีกหน้าบิ๊กตู่ ส่งภาพและเสียงมาให้ทุยแดงในไทยดูผ่านคางคกทีวี โว้ยทีวี และสื่อแดง ได้ซี๊ดซ๊าดกันจั๋งหนับ

แต่สายลับแดงแปรพักตร์ที่เป็นหนอนอยู่ในวอร์รูมแกนนำเสรีเทย ก็ส่งรายงานให้ฝ่ายความมั่นคงทุกระยะ และทางการไทยก็ไม่กระโตกกระตาก ทำเป็นเฉยๆ แบบนักรบโบราณ พวกทุยแดงก็กระหยิ่มยิ้มย่อง ทดลองเชื่อมสัญญาณเสร็จกันครื้นเครง เฮ..กันคอกแทบแตก มโนว่างานนี้ดังเป็นพลุแน่

พอนายกฯ ถึงอเมริกาปุ๊บ สัญญาณถ่ายทอดสดจากอเมริกา สวีเดนมาไทยถูกทางการไทยตัดบล็อคฉับทันที จะร้องก็ไม่ออก เงินคนแดนไกล 100 ล้านบาท หายวับไปเป็นอากาศธาตุ แถมถูกคนไทยรักชาติในอเมริกาดัดหลัง โดยขยายเวลาการรวมตัวกันจากเดิม 1 วันเพิ่มเป็น 3 วัน เพื่อเบียดพื้นที่ม็อบทุยแดงให้ไปขังรวมอยู่กับม็อบชาวเขมรไม่กี่คน

เมื่อแผนการณ์ทุกอย่างล่มปากอ่าว จึงเหลือสภาพม็อบขนตูดทุยแดงทำหน้าเจื่อนๆ เหมือนขี้ไม่ออกมืดฟ้ามัวดินอยู่ 6-7 ตัวหน้า UN อย่างที่เห็นด้วย และคนแดนไกลหงายเงิบกระอักเลือดออกทวารทั้งห้าหนักมากด้วยประการฉะนี้ ก็บอกแล้วไงคนแดนไกลประกาศว่า "ผมแพ้ไม่เป็น" แต่บิ๊กตู่ เกทับว่า "ผมชนะเห็นๆ" คำโบราณจึงว่า "หัวเราะทีหลังดังกว่า" แน่นอน...ฮาๆๆ !!

@ เสธ น้ำเงิน1

แผ่นดินประเทศไทยอยู่ในมือใครบ้าง?

แผ่นดินประเทศไทยอยู่ในมือใครบ้าง?
อันดับ 1 คือ 
  1. ตระกูลสิริวัฒนภักดี ถือครองกว่า 630,000 ไร่ทั้งในนามส่วนตัว ครอบครัว และผ่านบริษัทต่างๆ โดยหนึ่งในที่ดินแปลงใหญ่ที่ตระกูลสิริวัฒนภักดีครอบครองกรรมสิทธิ์อยู่ในบริเวณอ.ชะอำ จ.เพชรบุรีรวมประมาณ 12,000 ไร่  ที่ดินใน อ.บางบาลจ.พระนครศรีอยุธยา อีกประมาณ 15,000 ไร่
  2. อันดับ 2 คือ ตระกูลเจียรวนนท์ ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ประธานกรรมการบริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธุรกิจการเกษตรครบวงจรในนามกลุ่ม ซีพี ธุรกิจพัฒนาที่ดินในนาม ซี.พี.แลนด์ และกลุ่มแมกโนเลียส์ ธุรกิจโทรคมนาคมทรู คอร์ปอเรชั่น ถือครองที่ดินในมือไม่ต่ำกว่า 200,000 ไร่ โดยแปลงใหญ่อยู่ที่จ.พระนครศรีอยุธยา ประมาณ 10,000 ไร่
  3. อันดับ 3 คือบมจ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ดำเนินธุรกิจด้านน้ำมันปาล์มรายใหญ่ในภาคใต้ ถือครองที่ดินกว่า 44,400ไร่
  4. อันดับ 4คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ จำนวน 30,000 ไร่
  5. อันดับ 5 คือบมจ.ไออาร์พีซี จำนวน 17,000 ไร่
  6. อันดับ 6 คือ ตระกูลมาลีนนท์ จำนวน 10,000 ไร่
  7. อันดับ 7 คือ นายแพทย์บุญ วนาสิน จำนวน 10,000 ไร่
  8. อันดับ 8 คือวิชัย พูลวรลักษณ์ จำนวน 7,000 ไร่
  9. อันดับ 9 คือ ตระกูลเตชะณรงค์ จำนวน 5,000 ไร่อันดับ 10 คือ 
  10. ตระกูลจุฬางกูรจำนวน 5,000 ไร่

ส่วนในกลุ่มนักการเมือง
จากผลการศึกษา 
พบว่าผู้ที่ถือครองที่ดิน
รายใหญ่ของประเทศ ดังนี้
  1. อันดับ 1 คือ นายอำนาจ คลังผา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถือครอง 2,030 ไร่
  2. อันดับ 2 คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี มี 2,000 ไร่
  3. อันดับ 3 คือนายเสนาะ และนางอุไรวรรณ เทียนทองมี 1,900 ไร่
  4. อันดับ 4 คือนายอนุชา บูรพชัยศรี มี 1,284 ไร่
  5. อันดับ 5 คือ นายอดิศักดิ์ โภคสกุลนานนท์มี 1,197 ไร่
  6. อันดับ 6 คือนายทศพร เทพบุตร ถือครองที่ดิน 1,095 ไร่
  7. อันดับ 7 คือ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดีมี 1,095 ไร่
  8. อันดับ 8 คือนายสุชน ชามพูนท มี 1,060 ไร่
  9. อันดับ 9 คือนายชัย ชิดชอบ และภรรยา 854 ไร่
  10. อันดับ 10 คือ นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ มี 755 ไร่

ขณะที่ผู้ที่ถือครองที่ดิน
เกินกว่า 1,000ไร่ขึ้นไป
มีจำนวนรวม 837 ราย
มีรายละเอียดมีมากกว่านี้
จะนำเสนอให้ทราบต่อไป

แผ่นดินประเทศไทยอยู่ในมือใครบ้าง?

แผ่นดินประเทศไทยอยู่ในมือใครบ้าง?
อันดับ 1 คือ 
  1. ตระกูลสิริวัฒนภักดี ถือครองกว่า 630,000 ไร่ทั้งในนามส่วนตัว ครอบครัว และผ่านบริษัทต่างๆ โดยหนึ่งในที่ดินแปลงใหญ่ที่ตระกูลสิริวัฒนภักดีครอบครองกรรมสิทธิ์อยู่ในบริเวณอ.ชะอำ จ.เพชรบุรีรวมประมาณ 12,000 ไร่  ที่ดินใน อ.บางบาลจ.พระนครศรีอยุธยา อีกประมาณ 15,000 ไร่
  2. อันดับ 2 คือ ตระกูลเจียรวนนท์ ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ประธานกรรมการบริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธุรกิจการเกษตรครบวงจรในนามกลุ่ม ซีพี ธุรกิจพัฒนาที่ดินในนาม ซี.พี.แลนด์ และกลุ่มแมกโนเลียส์ ธุรกิจโทรคมนาคมทรู คอร์ปอเรชั่น ถือครองที่ดินในมือไม่ต่ำกว่า 200,000 ไร่ โดยแปลงใหญ่อยู่ที่จ.พระนครศรีอยุธยา ประมาณ 10,000 ไร่
  3. อันดับ 3 คือบมจ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ดำเนินธุรกิจด้านน้ำมันปาล์มรายใหญ่ในภาคใต้ ถือครองที่ดินกว่า 44,400ไร่
  4. อันดับ 4คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ จำนวน 30,000 ไร่
  5. อันดับ 5 คือบมจ.ไออาร์พีซี จำนวน 17,000 ไร่
  6. อันดับ 6 คือ ตระกูลมาลีนนท์ จำนวน 10,000 ไร่
  7. อันดับ 7 คือ นายแพทย์บุญ วนาสิน จำนวน 10,000 ไร่
  8. อันดับ 8 คือวิชัย พูลวรลักษณ์ จำนวน 7,000 ไร่
  9. อันดับ 9 คือ ตระกูลเตชะณรงค์ จำนวน 5,000 ไร่อันดับ 10 คือ 
  10. ตระกูลจุฬางกูรจำนวน 5,000 ไร่

ส่วนในกลุ่มนักการเมือง
จากผลการศึกษา 
พบว่าผู้ที่ถือครองที่ดิน
รายใหญ่ของประเทศ ดังนี้
  1. อันดับ 1 คือ นายอำนาจ คลังผา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถือครอง 2,030 ไร่
  2. อันดับ 2 คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี มี 2,000 ไร่
  3. อันดับ 3 คือนายเสนาะ และนางอุไรวรรณ เทียนทองมี 1,900 ไร่
  4. อันดับ 4 คือนายอนุชา บูรพชัยศรี มี 1,284 ไร่
  5. อันดับ 5 คือ นายอดิศักดิ์ โภคสกุลนานนท์มี 1,197 ไร่
  6. อันดับ 6 คือนายทศพร เทพบุตร ถือครองที่ดิน 1,095 ไร่
  7. อันดับ 7 คือ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดีมี 1,095 ไร่
  8. อันดับ 8 คือนายสุชน ชามพูนท มี 1,060 ไร่
  9. อันดับ 9 คือนายชัย ชิดชอบ และภรรยา 854 ไร่
  10. อันดับ 10 คือ นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ มี 755 ไร่

ขณะที่ผู้ที่ถือครองที่ดิน
เกินกว่า 1,000ไร่ขึ้นไป
มีจำนวนรวม 837 ราย
มีรายละเอียดมีมากกว่านี้
จะนำเสนอให้ทราบต่อไป

พลังโลกล้อมไทย จะเริ่มปรากฎผลชัดขึ้น หลังจากการประชุมทั่วไปยูเอ็น

James Walsky
ข่าวด่วน .....วันนี้ (๒๘ กันยายน ๕๘)....

สมาชิกรัฐสภายุโรป เตรียมเสนอการยกระดับมาตราการตอบโต้ ประเทศไทย....
( หรือ การคว่ำบาตรทางการค้า จะเริ่มนับถอยหลังแล้ว...)

สมาชิกรัฐสภายุโรปฯ (Mr.Marc Tarabella ) ได้เรียกร้องให้ ผู้นำนานาชาติ กดดันประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการประชุมที่ สหประชาชาติ UN และยังได้กล่าวถึงการมาตราการตอบโต้รัฐบาลไทยดังต่อไป.....

".....สถานการณ์ในประเทศไทยในปัจจุบันเป็นที่น่าเศร้ามามาก ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นพันธมิตรที่สำคัญทางการค้าสำหรับสหภาพยุโรป แต่ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่จะนำมาพิจารณาควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็น สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งผมได้ยึดถือและให้ความสำคัญ(อย่างจริงใจ) เป็นอย่างยิ่งว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นปัญหาที่ควรได้รับการพิจารณาก่อนจะมีท่าทีทางการค้า(ของสหภาพยุโรป) ต่อไปนั้น และเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจที่จะนำมาพูดคุยกับคณะกรรมาธิการ เพื่อยกระดับมาตราการตอบโต้ ในช่วงประชุมรัฐสภายุโรปต่อไป..... " กล่าวโดย Mr.Marc Tarabella สมาชิกรัฐสภายุโรปฯ

.......................................

จากสำนักข่าว EU Reporter

World leaders urged to press military junta on human rights 'crisis' in Thailand
by Martin Banks | September 28, 2015

A leading MEP will say he supports calls for Thai Prime Minister Prayuth Chan-ocha (pictured) to give assurances about human rights and democracy in the country when he gives a landmark speech in the United Nations today (29 September).

There is an increasing clamour for Prayut to be pressed about issues such as human trafficking and returning democracy to the Thai people when he makes his debut at the UN General Assembly in New York.

He is expected to face tough questions, particularly those concerning the repression of human rights as well as elections in Thailand, which have been delayed several times and will not be held now until the middle of 2017.

Human rights organizations, such as Human Rights Watch (HRW), are applying pressure, urging world leaders to take the opportunity of his appearance before the UN to condemn Thailand's actions.
Members of the Thai diaspora have openly opposed the military coup the general led in May 2014 and are planning to turn up in New York to challenge him.

Speaking ahead of the much-awaited speech, Belgian MEP Marc Tarabella, who is vice chair of the European Parliament's Delegation for relations with the countries of Southeast Asia and the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN), told this website that human rights should be top of the agenda when the general addresses the UN.


Sarayut Tangprasert จาก Pipob Udomittipong 

"You can jail your opponents but you can't imprison their ideas, you can control access to info, but can't lie about truth"- Obama #UNGA2015

"คุณขังฝ่ายต่อต้านได้ แต่ขังความคิดเขาไม่ได้ คุณควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้ แต่คุณเปลี่ยนความเท็จให้เป็นความจริงไม่ได้" คำปราศรัยของโอบามา เช้านี้ที่นิวยอร์ก ในโอกาส 70 ปี UN เหมือนกับต้องการพูดให้เผด็จการประเทศหนึ่งได้ฟัง หวังว่าล่ามคงแปลตามนั้น เผื่อเขาจะมีดวงตาเห็นธรรมบ้าง

พลังโลกล้อมไทย จะเริ่มปรากฎผลชัดขึ้น หลังจากการประชุมทั่วไปยูเอ็น

James Walsky
ข่าวด่วน .....วันนี้ (๒๘ กันยายน ๕๘)....

สมาชิกรัฐสภายุโรป เตรียมเสนอการยกระดับมาตราการตอบโต้ ประเทศไทย....
( หรือ การคว่ำบาตรทางการค้า จะเริ่มนับถอยหลังแล้ว...)

สมาชิกรัฐสภายุโรปฯ (Mr.Marc Tarabella ) ได้เรียกร้องให้ ผู้นำนานาชาติ กดดันประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการประชุมที่ สหประชาชาติ UN และยังได้กล่าวถึงการมาตราการตอบโต้รัฐบาลไทยดังต่อไป.....

".....สถานการณ์ในประเทศไทยในปัจจุบันเป็นที่น่าเศร้ามามาก ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นพันธมิตรที่สำคัญทางการค้าสำหรับสหภาพยุโรป แต่ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่จะนำมาพิจารณาควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็น สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งผมได้ยึดถือและให้ความสำคัญ(อย่างจริงใจ) เป็นอย่างยิ่งว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นปัญหาที่ควรได้รับการพิจารณาก่อนจะมีท่าทีทางการค้า(ของสหภาพยุโรป) ต่อไปนั้น และเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจที่จะนำมาพูดคุยกับคณะกรรมาธิการ เพื่อยกระดับมาตราการตอบโต้ ในช่วงประชุมรัฐสภายุโรปต่อไป..... " กล่าวโดย Mr.Marc Tarabella สมาชิกรัฐสภายุโรปฯ

.......................................

จากสำนักข่าว EU Reporter

World leaders urged to press military junta on human rights 'crisis' in Thailand
by Martin Banks | September 28, 2015

A leading MEP will say he supports calls for Thai Prime Minister Prayuth Chan-ocha (pictured) to give assurances about human rights and democracy in the country when he gives a landmark speech in the United Nations today (29 September).

There is an increasing clamour for Prayut to be pressed about issues such as human trafficking and returning democracy to the Thai people when he makes his debut at the UN General Assembly in New York.

He is expected to face tough questions, particularly those concerning the repression of human rights as well as elections in Thailand, which have been delayed several times and will not be held now until the middle of 2017.

Human rights organizations, such as Human Rights Watch (HRW), are applying pressure, urging world leaders to take the opportunity of his appearance before the UN to condemn Thailand's actions.
Members of the Thai diaspora have openly opposed the military coup the general led in May 2014 and are planning to turn up in New York to challenge him.

Speaking ahead of the much-awaited speech, Belgian MEP Marc Tarabella, who is vice chair of the European Parliament's Delegation for relations with the countries of Southeast Asia and the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN), told this website that human rights should be top of the agenda when the general addresses the UN.


Sarayut Tangprasert จาก Pipob Udomittipong 

"You can jail your opponents but you can't imprison their ideas, you can control access to info, but can't lie about truth"- Obama #UNGA2015

"คุณขังฝ่ายต่อต้านได้ แต่ขังความคิดเขาไม่ได้ คุณควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้ แต่คุณเปลี่ยนความเท็จให้เป็นความจริงไม่ได้" คำปราศรัยของโอบามา เช้านี้ที่นิวยอร์ก ในโอกาส 70 ปี UN เหมือนกับต้องการพูดให้เผด็จการประเทศหนึ่งได้ฟัง หวังว่าล่ามคงแปลตามนั้น เผื่อเขาจะมีดวงตาเห็นธรรมบ้าง

"จรัล ดิษฐาอภิชัย" ชี้ ไทยถูกวางให้เป็นประธานG77ตั้งแต่สมัย"ยิ่งลักษณ์"

มติชน
"จรัล ดิษฐาอภิชัย" ชี้ ไทยถูกวางให้เป็นประธานG77ตั้งแต่สมัย"ยิ่งลักษณ์"
วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558 เวลา 14:16:20 น. 

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเเละอดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีโพสต์ข้อความให้ความเห็นกรณีไทยได้รับเลือก เป็นประธานกลุ่มG77  โดยระบุว่า

ประเทศไทยได้ถูกวางให้เป็นประธานG77จากการประชุมองค์การนี้ที่นาโรบีประเทศเคนยาเมื่อต้นปี2014สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดยรับตำแหน่งจากบราซิลแต่จะดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการต้องได้รับความเห็นชอบจากสหประชาชาติจึงมิใช่เพราะนานาชาติให้ความไว้วางใจรัฐบาลของประยุทธ์แต่อย่างใดตามที่สื่อสนับสนุนรัฐบาลรายงานข่าวกัน

ทั้งนี้G77เป็นการรวมกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี1964ต่อมาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วมด้วยชื่อที่เป็นทางการคือกลุ่มG77และจีนการตั้งขบวนการนี้มีนัยยะแทนกลุ่มประเทศไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใดซึ่งเป็นขบวนการทางการเมือง

ความจริงมิใช่ครั้งแรกที่G77เคยมีประเทศเผด็จการเป็นประธานหลังสุดคือประเทศฟิจิมีรัฐประหารเมื่อเดือนธันวาคม2006และเป็นเผด็จการก็เคยเป็นประธานเมื่อปี2013

"จรัล ดิษฐาอภิชัย" ชี้ ไทยถูกวางให้เป็นประธานG77ตั้งแต่สมัย"ยิ่งลักษณ์"

มติชน
"จรัล ดิษฐาอภิชัย" ชี้ ไทยถูกวางให้เป็นประธานG77ตั้งแต่สมัย"ยิ่งลักษณ์"
วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558 เวลา 14:16:20 น. 

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเเละอดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีโพสต์ข้อความให้ความเห็นกรณีไทยได้รับเลือก เป็นประธานกลุ่มG77  โดยระบุว่า

ประเทศไทยได้ถูกวางให้เป็นประธานG77จากการประชุมองค์การนี้ที่นาโรบีประเทศเคนยาเมื่อต้นปี2014สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดยรับตำแหน่งจากบราซิลแต่จะดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการต้องได้รับความเห็นชอบจากสหประชาชาติจึงมิใช่เพราะนานาชาติให้ความไว้วางใจรัฐบาลของประยุทธ์แต่อย่างใดตามที่สื่อสนับสนุนรัฐบาลรายงานข่าวกัน

ทั้งนี้G77เป็นการรวมกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี1964ต่อมาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วมด้วยชื่อที่เป็นทางการคือกลุ่มG77และจีนการตั้งขบวนการนี้มีนัยยะแทนกลุ่มประเทศไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใดซึ่งเป็นขบวนการทางการเมือง

ความจริงมิใช่ครั้งแรกที่G77เคยมีประเทศเผด็จการเป็นประธานหลังสุดคือประเทศฟิจิมีรัฐประหารเมื่อเดือนธันวาคม2006และเป็นเผด็จการก็เคยเป็นประธานเมื่อปี2013

Monday, September 28, 2015

สถาบันกษัตริย์ในแต่ละประเทศนั้น ใช้จ่ายเงินภาษีเท่าใด และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สถาบันกษัตริย์ประเทศใดต้องใช้เงินภาษีมาบำรุงดูแลมากที่สุด

สถาบันกษัตริย์ แต่ละประเทศ ใช้เงินกันเท่าไร?




by Prach Panchakunathorn6 กันยายน 2556 เวลา 08:32 น.
ท่านผู้ชมเคยสงสัยหรือไม่ ว่าสถาบันกษัตริย์ในแต่ละประเทศนั้น ใช้จ่ายเงินภาษีเท่าใด  และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สถาบันกษัตริย์ประเทศใดต้องใช้เงินภาษีมาบำรุงดูแลมากที่สุด  
 
ประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มักเปิดเผยรายรับรายจ่ายของราชวงศ์ เพราะถือว่าราชวงศ์เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ  แต่ในหมู่ประเทศเหล่านี้ รายจ่ายของสถาบันกษัตริย์ก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร
 
ตัวเลขรายจ่ายเมื่อปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า ในยุโรป สถาบันกษัตริย์ของเนเธอร์แลนด์ได้งบประมาณ 1,700 ล้านบาท  สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษได้ 1,550 ล้านบาท  สถาบันกษัตริย์นอร์เวย์ได้ 1,200 ล้านบาท  สถาบันกษัตริย์เบลเยียมได้ 600 ล้านบาท  สวีเดนได้ 570 ล้านบาท   เดนมาร์กได้ 550 ล้านบาท  สเปนได้ 370 ล้านบาท  และลักเซมเบิร์กได้ 360 ล้านบาท
 
ส่วนในเอเชียนั้น งบประมาณดูแลสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่นสูงถึง 8,375 ล้านบาท  ในขณะที่งบประมาณสำหรับ "รักษาพระเกียรติ" ของสถาบันกษัตริย์ของไทยปีที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 11,208 ล้านบาท
 
ในจำนวนประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์นั้น ไทยใช้งบประมาณรักษาสถาบันกษัตริย์มากที่สุด  โดยใช้งบมากกว่าอันดับ 2 คือญี่ปุ่น 34 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆ ที่ GDP ของไทยน้อยกว่าญี่ปุ่นถึง 17 เท่า   และใช้งบประมาณมากกว่าอังกฤษ 7 เท่า ทั้งๆ ที่ GDP ของไทยน้อยกว่าอังกฤษ 7 เท่า
 
ตัวเลขงบประมาณที่เปิดเผยเหล่านี้ เป็นตัวเลขของประเทศที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย  แต่ประเทศที่ยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็มักปกปิดตัวเลขค่าใช้จ่ายราชวงศ์
 
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในประเทศประชาธิปไตย ตัวเลขงบประมาณสถาบันกษัตริย์ก็อาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง   กลุ่ม "รีพับลิก" ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์ให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ในอังกฤษ ระบุว่าตัวเลขที่เปิดเผยออกมานั้น ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ของราชวงศ์  เช่น ค่าใช้จ่ายที่เทศบาลท้องถิ่นต้องจัดเจ้าหน้าที่ดูแลเวลาสมาชิกราชวงศ์เสด็จเยือน  และค่าใช้จ่ายในการต้องจัดตำรวจ และทหารไปรักษาความปลอดภัยสมาชิกราชวงศ์ทั้งในและต่างประเทศ
 
กลุ่ม"รีพับลิก" เสนอว่า รัฐบาลอังกฤษควรกำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรับรองราชวงศ์ในประเทศนั้น อยู่ในงบประมาณของสำนักพระราชวัง ไม่ใช่งบประมาณของเทศบาลท้องถิ่น หรือของตำรวจทหาร  และกำหนดให้การใช้จ่ายเงินของสถาบันกษัตริย์ต้องถูกตรวจสอบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของอังกฤษ เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ
by Prach Panchakunathorn6 กันยายน 2556 เวลา 08:32 น.
EXPLORE :

สถาบันกษัตริย์ในแต่ละประเทศนั้น ใช้จ่ายเงินภาษีเท่าใด และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สถาบันกษัตริย์ประเทศใดต้องใช้เงินภาษีมาบำรุงดูแลมากที่สุด

สถาบันกษัตริย์ แต่ละประเทศ ใช้เงินกันเท่าไร?




by Prach Panchakunathorn6 กันยายน 2556 เวลา 08:32 น.
ท่านผู้ชมเคยสงสัยหรือไม่ ว่าสถาบันกษัตริย์ในแต่ละประเทศนั้น ใช้จ่ายเงินภาษีเท่าใด  และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สถาบันกษัตริย์ประเทศใดต้องใช้เงินภาษีมาบำรุงดูแลมากที่สุด  
 
ประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มักเปิดเผยรายรับรายจ่ายของราชวงศ์ เพราะถือว่าราชวงศ์เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ  แต่ในหมู่ประเทศเหล่านี้ รายจ่ายของสถาบันกษัตริย์ก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร
 
ตัวเลขรายจ่ายเมื่อปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า ในยุโรป สถาบันกษัตริย์ของเนเธอร์แลนด์ได้งบประมาณ 1,700 ล้านบาท  สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษได้ 1,550 ล้านบาท  สถาบันกษัตริย์นอร์เวย์ได้ 1,200 ล้านบาท  สถาบันกษัตริย์เบลเยียมได้ 600 ล้านบาท  สวีเดนได้ 570 ล้านบาท   เดนมาร์กได้ 550 ล้านบาท  สเปนได้ 370 ล้านบาท  และลักเซมเบิร์กได้ 360 ล้านบาท
 
ส่วนในเอเชียนั้น งบประมาณดูแลสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่นสูงถึง 8,375 ล้านบาท  ในขณะที่งบประมาณสำหรับ "รักษาพระเกียรติ" ของสถาบันกษัตริย์ของไทยปีที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 11,208 ล้านบาท
 
ในจำนวนประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์นั้น ไทยใช้งบประมาณรักษาสถาบันกษัตริย์มากที่สุด  โดยใช้งบมากกว่าอันดับ 2 คือญี่ปุ่น 34 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆ ที่ GDP ของไทยน้อยกว่าญี่ปุ่นถึง 17 เท่า   และใช้งบประมาณมากกว่าอังกฤษ 7 เท่า ทั้งๆ ที่ GDP ของไทยน้อยกว่าอังกฤษ 7 เท่า
 
ตัวเลขงบประมาณที่เปิดเผยเหล่านี้ เป็นตัวเลขของประเทศที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย  แต่ประเทศที่ยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็มักปกปิดตัวเลขค่าใช้จ่ายราชวงศ์
 
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในประเทศประชาธิปไตย ตัวเลขงบประมาณสถาบันกษัตริย์ก็อาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง   กลุ่ม "รีพับลิก" ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์ให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ในอังกฤษ ระบุว่าตัวเลขที่เปิดเผยออกมานั้น ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ของราชวงศ์  เช่น ค่าใช้จ่ายที่เทศบาลท้องถิ่นต้องจัดเจ้าหน้าที่ดูแลเวลาสมาชิกราชวงศ์เสด็จเยือน  และค่าใช้จ่ายในการต้องจัดตำรวจ และทหารไปรักษาความปลอดภัยสมาชิกราชวงศ์ทั้งในและต่างประเทศ
 
กลุ่ม"รีพับลิก" เสนอว่า รัฐบาลอังกฤษควรกำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรับรองราชวงศ์ในประเทศนั้น อยู่ในงบประมาณของสำนักพระราชวัง ไม่ใช่งบประมาณของเทศบาลท้องถิ่น หรือของตำรวจทหาร  และกำหนดให้การใช้จ่ายเงินของสถาบันกษัตริย์ต้องถูกตรวจสอบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของอังกฤษ เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ
by Prach Panchakunathorn6 กันยายน 2556 เวลา 08:32 น.
EXPLORE :

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนประกาศรายชื่อ “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในฝัน”


KP Page
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนประกาศรายชื่อ "สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในฝัน" หลังจากเปิดให้ประชาชนร่วมเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นว่ามีความเหมาะสมในการทำหน้าร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 14 - 21 กันยายน 2558 ทางเพจ Facebook รัฐธรรมนูญในฝัน โดยบุคคล 10 คนที่ได้รับเสนอชื่อมากที่สุด ได้แก่

1. เกษียร เตชะพีระ
2. คณิน บุญสุวรรณ 
3. จาตุรนต์ ฉายแสง
4. นิธิ เอียวศรีวงศ์
5. พนัส ทัศนียานนท์
6. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ 
7. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
8. สุขุม นวลสกุล
9. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ 
10. สมบัติ บุญงามอนงค์

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนประกาศรายชื่อ “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในฝัน”


KP Page
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนประกาศรายชื่อ "สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในฝัน" หลังจากเปิดให้ประชาชนร่วมเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นว่ามีความเหมาะสมในการทำหน้าร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 14 - 21 กันยายน 2558 ทางเพจ Facebook รัฐธรรมนูญในฝัน โดยบุคคล 10 คนที่ได้รับเสนอชื่อมากที่สุด ได้แก่

1. เกษียร เตชะพีระ
2. คณิน บุญสุวรรณ 
3. จาตุรนต์ ฉายแสง
4. นิธิ เอียวศรีวงศ์
5. พนัส ทัศนียานนท์
6. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ 
7. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
8. สุขุม นวลสกุล
9. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ 
10. สมบัติ บุญงามอนงค์

ตัวแทนเจ้าไทย ระดมคนไทยหัวเหลืองในอเมริกา ให้ปกป้องเผด็จการทหาร ที่ยูเอ็น

ไม่ ต้องแปลกใจนะฮะ ว่าทำไมคนคลั่งเจ้าที่อเมริกาจึงเดินทางมาจากหลายเมืองเพื่อมาสนับสนุน เผด็จการและพากันกล้าพูดอย่างคลั่งจัดว่าให้ตัดหัวคนชั่วให้หมดแผ่นดิน

เพราะมีข่าวมาถึงผมหลายวันแล้วว่า มือขวาของคิง ชื่อ สุเมธ ลงทุนเดินทางพบคนไทยทั่วอเมริกามากว่าสองอาทิตย์แล้ว เพื่อไปเชิญชวนให้พวกคนไทยออกมาปกป้องเผด็จการชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา คนของคิง กันเลยทีเดียว

ค่ายวังเปิดหน้าปกป้องเผด็จการกันถึงอเมริกากันอย่างไม่มีความกระดากอายกันแม้แต่น้อย

เรื่องนี้มีคนรู้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ที่อเมริกา แม้แต่นักข่าวต่างชาติ

‪#‎หมดแล้วครับซึ่งความศรัทธาและเครดิตชื่อเสียง‬
‪#‎เมื่อวังเลือกสนับสนุนและเลือกเผด็จการอย่างออกนอกหน้าเช่นนี้‬

ดูภาพวีดีโอ สุเมธพบคนเสื้อเหลืองที่อเมริกา ได้ที่นี่ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=fU9NUQos2FA

ตัวแทนเจ้าไทย ระดมคนไทยหัวเหลืองในอเมริกา ให้ปกป้องเผด็จการทหาร ที่ยูเอ็น

ไม่ ต้องแปลกใจนะฮะ ว่าทำไมคนคลั่งเจ้าที่อเมริกาจึงเดินทางมาจากหลายเมืองเพื่อมาสนับสนุน เผด็จการและพากันกล้าพูดอย่างคลั่งจัดว่าให้ตัดหัวคนชั่วให้หมดแผ่นดิน

เพราะมีข่าวมาถึงผมหลายวันแล้วว่า มือขวาของคิง ชื่อ สุเมธ ลงทุนเดินทางพบคนไทยทั่วอเมริกามากว่าสองอาทิตย์แล้ว เพื่อไปเชิญชวนให้พวกคนไทยออกมาปกป้องเผด็จการชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา คนของคิง กันเลยทีเดียว

ค่ายวังเปิดหน้าปกป้องเผด็จการกันถึงอเมริกากันอย่างไม่มีความกระดากอายกันแม้แต่น้อย

เรื่องนี้มีคนรู้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ที่อเมริกา แม้แต่นักข่าวต่างชาติ

‪#‎หมดแล้วครับซึ่งความศรัทธาและเครดิตชื่อเสียง‬
‪#‎เมื่อวังเลือกสนับสนุนและเลือกเผด็จการอย่างออกนอกหน้าเช่นนี้‬

ดูภาพวีดีโอ สุเมธพบคนเสื้อเหลืองที่อเมริกา ได้ที่นี่ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=fU9NUQos2FA

สัมภาษณ์สด คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทย เรื่องโลกล้อมประเทศ และก้าวย่างเสรีไท

สัมภาษณ์สด คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทย เรื่องโลกล้อมประเทศ และก้าวย่างเสรีไทย โดย ดร.เพียงดิน รักไทย ชวนคิดชวนลุย ทางมหาวิทยาลัยประชาชน 28 กันยายน  2558

ประเด็นสำคัญ:
- ประยุทธ์ ณ​ ยูเอ็น มันนัยสำคัญอย่างไร
- โลกล้อมประเทศ ใครล้อมใคร?​ อย่างไร?
- องค์การเสรีไทย ทำอะไรมาบ้าง? คืบหน้าแค่ไหน? จะก้าวไปอย่างไร?
- จะชนะเมื่อไหร่?
- เสรีไทย จะเปลี่ยนระบอบกับเราไหม?
ฯลฯ



สัมภาษณ์สด คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทย เรื่องโลกล้อมประเทศ และก้าวย่างเสรีไท

สัมภาษณ์สด คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทย เรื่องโลกล้อมประเทศ และก้าวย่างเสรีไทย โดย ดร.เพียงดิน รักไทย ชวนคิดชวนลุย ทางมหาวิทยาลัยประชาชน 28 กันยายน  2558

ประเด็นสำคัญ:
- ประยุทธ์ ณ​ ยูเอ็น มันนัยสำคัญอย่างไร
- โลกล้อมประเทศ ใครล้อมใคร?​ อย่างไร?
- องค์การเสรีไทย ทำอะไรมาบ้าง? คืบหน้าแค่ไหน? จะก้าวไปอย่างไร?
- จะชนะเมื่อไหร่?
- เสรีไทย จะเปลี่ยนระบอบกับเราไหม?
ฯลฯ



Sunday, September 27, 2015

การฟ้องร้องคดีแพ่ง ในข้อหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตาม ATCA หรือ the Alien Tort Claim Act, 1789

มี ผู้แจ้งกับ ผมว่า น่าจะมี การฟ้องร้องคดีแพ่ง ในข้อหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตาม ATCA หรือ the Alien Tort Claim Act, 1789 หรือ รัฐบัญญัติ ที่ 1350 (กฏหมายภายในของสหรัฐฯ) ต่อ "ท่านผู้นำ ประยุทธ" ในศาลสหรัฐฯค่อนข้างแน่

๑. ผมจะขอยืนรอดู เมื่อ U.S. Marshal หรือ ตัวแทน มาส่งสำเนาคำฟ้อง และหมายแก้คดี (คดีแพ่ง) ของศาล District ศาลใดศาลหนึ่ง หรือ ศาล Federal Court ใส่มือหัวหน้า Security Guard ของสหรัฐอเมริกา และ องค์การสหประชาชาติ มอบหมายให้ดูแล "ท่านผู้นำ" กับคณะ


๒. เมื่อหมายเรียกแก้คดี และ สำเนาคำฟ้อง ถึงมือบุคคลที่ว่า ตามกฏหมายภายในของสหรัฐอเมริกา

๓. "ท่านผู้นำ" ต้องตั้งทนายความ ไปสู้คดีในศาลภายใน ๒๔ - ๔๘ ชั่วโมง ผลการส่งหมายแก้คดี และ สำเนาคำฟ้อง ในคดีนี้ ถือว่า ถึงคณะ คสช. และ ผู้ร่วมขบวนการในประเทศไทย ที่เข้าไปช่วยทำงานทุกๆคน

๔. ผลต่อไปทางกฏหมาย ที่จะต้องเกิด ก็คือ:

๕. อัยการของศาลอาญาพิเศษของ องค์การสหประชาชาติ ที่ตั้งขึ้นตามข้อบัญญัติที่ 827(1993) ของคณะมนตรีความมั่นคง หรือ Security Council

๖. ศาลใดศาลหนึ่ง ก็จะขอเริ่มต้นไต่สวนคดีอาญา ในศาลอาญาพิเศษของ องค์การสหประชาชาติ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นับแต่เดือน กันยายน ปีพ.ศ.๒๕๔๙ จนมาถึงเวลาปัจจุบัน

๗. เมื่อศาลอาญาพิเศษฯ ไต่สวนแล้ว มีมูล "Prima Facie produces the Criminal gravity in this case"


๘. ศาลอาญาพิเศษฯ ก็จะออกหมายจับ "ท่านผู้นำ คณะ คสช. และผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดทุกคน ไม่มีการยกเว้น สู่ศาลอาญาพิเศษของ องค์การสหประชาชาติ เพื่อพิจารณา และ พิพากษาคดี ต่อไป.

การฟ้องร้องคดีแพ่ง ในข้อหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตาม ATCA หรือ the Alien Tort Claim Act, 1789

มี ผู้แจ้งกับ ผมว่า น่าจะมี การฟ้องร้องคดีแพ่ง ในข้อหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตาม ATCA หรือ the Alien Tort Claim Act, 1789 หรือ รัฐบัญญัติ ที่ 1350 (กฏหมายภายในของสหรัฐฯ) ต่อ "ท่านผู้นำ ประยุทธ" ในศาลสหรัฐฯค่อนข้างแน่

๑. ผมจะขอยืนรอดู เมื่อ U.S. Marshal หรือ ตัวแทน มาส่งสำเนาคำฟ้อง และหมายแก้คดี (คดีแพ่ง) ของศาล District ศาลใดศาลหนึ่ง หรือ ศาล Federal Court ใส่มือหัวหน้า Security Guard ของสหรัฐอเมริกา และ องค์การสหประชาชาติ มอบหมายให้ดูแล "ท่านผู้นำ" กับคณะ


๒. เมื่อหมายเรียกแก้คดี และ สำเนาคำฟ้อง ถึงมือบุคคลที่ว่า ตามกฏหมายภายในของสหรัฐอเมริกา

๓. "ท่านผู้นำ" ต้องตั้งทนายความ ไปสู้คดีในศาลภายใน ๒๔ - ๔๘ ชั่วโมง ผลการส่งหมายแก้คดี และ สำเนาคำฟ้อง ในคดีนี้ ถือว่า ถึงคณะ คสช. และ ผู้ร่วมขบวนการในประเทศไทย ที่เข้าไปช่วยทำงานทุกๆคน

๔. ผลต่อไปทางกฏหมาย ที่จะต้องเกิด ก็คือ:

๕. อัยการของศาลอาญาพิเศษของ องค์การสหประชาชาติ ที่ตั้งขึ้นตามข้อบัญญัติที่ 827(1993) ของคณะมนตรีความมั่นคง หรือ Security Council

๖. ศาลใดศาลหนึ่ง ก็จะขอเริ่มต้นไต่สวนคดีอาญา ในศาลอาญาพิเศษของ องค์การสหประชาชาติ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นับแต่เดือน กันยายน ปีพ.ศ.๒๕๔๙ จนมาถึงเวลาปัจจุบัน

๗. เมื่อศาลอาญาพิเศษฯ ไต่สวนแล้ว มีมูล "Prima Facie produces the Criminal gravity in this case"


๘. ศาลอาญาพิเศษฯ ก็จะออกหมายจับ "ท่านผู้นำ คณะ คสช. และผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดทุกคน ไม่มีการยกเว้น สู่ศาลอาญาพิเศษของ องค์การสหประชาชาติ เพื่อพิจารณา และ พิพากษาคดี ต่อไป.

Saturday, September 26, 2015

ารใช้ Single Gateway กับระบบ Internet ของประเทศไทย ละเมิดกฎหมายนานาชาติอย่างไร?

การใช้ Single Gateway กับระบบ Internet ของประเทศไทย จะเกิดผลเช่นใด? ตามกฏหมายระหว่างประเทศ

ผม ขอให้คำตอบ แก่ท่านผู้อ่านโดยสังเขป ดังต่อไปนี้:

๑. องค์การสหประชาชาติ และ นานาชาติ ได้ประกาศ และบังคับใช้ (สนธิสัญญา ว่าด้วย) Electrical Communication แล้ว

๒. สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวมา ข้างต้น ได้บัญญัติให้การติดต่อ สื่อสาร ระหว่างกันทาง Internet ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ สนธิสัญญานี้

๓. แม้ประเทศไทย จะไม่เป็นรัฐคู่ภาคีของ สนธิสัญญาฉบับนี้ ด้วยการให้สัตยาบัน เป็นลายลักษณ์อักษร ประเทศไทย มีสถานะเป็นแค่เพียง ประเทศที่ลงนามรับรู้สนธิสัญญา (Signatory State)

๔. แต่ประเทศไทย ไปขอใช้ และรับเอา Model Law (กฏหมายต้นแบบ ที่มีที่มาจาก สนธิสัญญา) มาประกาศ และ บังคับใช้ เป็นส่วนหนึ่งของ กฏหมายไทย

๕. เรื่องราวเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ ในเว็ปไซด์ของ องค์การสหประชาชาติ ให้เข้าไปดู แล้วไปที่ UN CITRAL คนไทยทั้งหลาย ก็จะได้รับรู้เสียที

๖. การที่ไปคัดลอกเอา กฏหมายต้นแบบของเขา มาบังคับใช้ เป็นกฏหมายภายในของ ประเทศไทย เช่นนี้ เป็นยิ่งกว่า การให้สัตยาบัน เป็นลายลักษณ์อักษร เราเรียก การกระทำเช่นที่ว่านี้ ว่า " เป็นการให้สัตยาบัน โดย การกระทำที่ดียิ่งเสียกว่า การให้สัตยาบัน ต่อสนธิสัญญา ด้วยลายลักษณ์อักษร"

๗. ประเทศไทย ต้องถูกผูกพันด้วย การกระทำการของตนเอง ปรากฏ เป็นหลักฐาน ในสายตาชาวโลก ต้องถามตรงนี้ว่า "เราชาวไทย จะเขียนด้วยมือ แล้วลบด้วยเท้า" หรือไม่? ถ้าอยากทำเชิญเลยครับ

๘. กลไกในการแก้ปัญหา หรือ ข้อพิพาท ที่เกิดขึ้น ในเรื่องการประกาศ และบังคับใช้ Single Gateway ตามสนธิสัญญา ที่กล่าวถึงนี้ข้างต้น สนธิสัญญาฉบับที่อ้างถึงนี้ ก็คือ การต้องตั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ มาแก้ไขปัญหาข้อพิพาท ในระหว่างรัฐ กับประชาชน หรือ ประชาชน กับ ประชาชน

๙. เมื่อประเทศ ประกาศ และ บังคับใช้ Single Gate Way ก็จะเจอกับ ปัญหาที่ว่าทันที มีข้อพิพาทเกิดขึ้น ในระหว่าง รัฐ กับเอกชน ศาลในประเทศไทยทั้งหมด เข้าไปแตะต้องกับปัญหานี้ ไม่ได้ เพราะ:

๙.๑ สนธิสัญญา บัญญัติวิธีการเอาไว้แล้ว โดยเฉพาะ ต้องถือว่า ไม่มีเขตอำนาจศาลไทยเหนือคดี (No Subject - Matter Jurisdiction over Disputes)

๙.๒ ต้องปฏิบัติตามความของ สนธิสัญญาโดยเคร่งครัด กรณีพิพาท ในระหว่าง รัฐ กับ เอกชน ในกรณีนี้ถือว่า ตกอยู่ในบังคับของ คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ที่องค์การสหประชาชาติ หรือ นานาชาติตามสนธิสัญญาฉบับนี้ จะตั้งขึ้น

๙.๓ ศาลอนุญาโตตุลาการประจำ ที่ กรุงเฮก ที่มีตัวตนอยู่แล้ว เพราะได้เลือกบรรดาอนุญาโตตุลาการผ่านสมัชชาใหญ่ (General Assembly) อาจถูกเลือกโดยองค์การสหประชาชาติ และนานาชาติ ให้มาทำหน้าที่ตรงนี้

๑๐. การที่จำเลย แพ้คดี ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ต้องถูกปรับไหม เป็นเงิน มีมูลค่ามหาศาล คำวินิจฉัย จะออกมาให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์ (ไม่ว่า ยูโร หรือ สหรัฐฯ) เวลาที่จ่ายจริง ต้องจ่ายเป็น "เหรียญทองคำ" โดยคิดจากเงินบาท ที่ไปประกาศ เป็นทางการ ที่ให้มีมูลค่าเท่ากับ ทองจำนวนเท่าใด?ออนซ์ แล้วเทียค่าออกมาเป็น ดอลลาร์ ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

๑๑. วิธีการเช่นนี้ มีปรากฏอยู่ ในโลกนี้แล้ว เป็นคดีตัวอย่าง คือ "Alabama Claim ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นโจทก์ ฟ้อง ประเทศอังกฤษ ภายหลังจากที่สงครามกลางเมือง เสร็จสิ้นลง บนแผ่นดินสหรัฐฯ วุฒิสมาชิก Sumner ของรัฐสภาสหรัฐฯ เป็นหัวหอกในการนำฟ้องคดีนี้"

๑๔. ในเรื่องประเทศไทยนั้น ยังจะ มีปัญหาต่อไปหลังจาก เรื่องนี้ คือ การบังคับใช้ (สนธิสัญญา) Convention against Transnational Organized Crime, 2000 มีผลบังคับประเทศไทยในวันที่ให้สัตยาบัน คือ วันที่ ๑๗ ตุลาคม ปีค.ศ. ๒๐๑๓ หรือ ปีพ.ศ.๒๕๕๖ ทั้งนี้เพราะการประกาศใช้ Single Gate Way ต้องผ่าน เป็นกฏหมายออกมา โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (เถื่อน)

ตรงนี้คนไทยทั้งประเทศ จะได้เห็น ระบบเถื่อน สู้กับ ระบบที่ถูกต้องตามกฏหมาย และ ระบบเถื่อน จะถูกลบล้าง ให้มลายไปสิ้น ด้วยระบบครรลอง ที่ชอบด้วยกฏหมาย...........(มีต่อ)

ารใช้ Single Gateway กับระบบ Internet ของประเทศไทย ละเมิดกฎหมายนานาชาติอย่างไร?

การใช้ Single Gateway กับระบบ Internet ของประเทศไทย จะเกิดผลเช่นใด? ตามกฏหมายระหว่างประเทศ

ผม ขอให้คำตอบ แก่ท่านผู้อ่านโดยสังเขป ดังต่อไปนี้:

๑. องค์การสหประชาชาติ และ นานาชาติ ได้ประกาศ และบังคับใช้ (สนธิสัญญา ว่าด้วย) Electrical Communication แล้ว

๒. สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวมา ข้างต้น ได้บัญญัติให้การติดต่อ สื่อสาร ระหว่างกันทาง Internet ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ สนธิสัญญานี้

๓. แม้ประเทศไทย จะไม่เป็นรัฐคู่ภาคีของ สนธิสัญญาฉบับนี้ ด้วยการให้สัตยาบัน เป็นลายลักษณ์อักษร ประเทศไทย มีสถานะเป็นแค่เพียง ประเทศที่ลงนามรับรู้สนธิสัญญา (Signatory State)

๔. แต่ประเทศไทย ไปขอใช้ และรับเอา Model Law (กฏหมายต้นแบบ ที่มีที่มาจาก สนธิสัญญา) มาประกาศ และ บังคับใช้ เป็นส่วนหนึ่งของ กฏหมายไทย

๕. เรื่องราวเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ ในเว็ปไซด์ของ องค์การสหประชาชาติ ให้เข้าไปดู แล้วไปที่ UN CITRAL คนไทยทั้งหลาย ก็จะได้รับรู้เสียที

๖. การที่ไปคัดลอกเอา กฏหมายต้นแบบของเขา มาบังคับใช้ เป็นกฏหมายภายในของ ประเทศไทย เช่นนี้ เป็นยิ่งกว่า การให้สัตยาบัน เป็นลายลักษณ์อักษร เราเรียก การกระทำเช่นที่ว่านี้ ว่า " เป็นการให้สัตยาบัน โดย การกระทำที่ดียิ่งเสียกว่า การให้สัตยาบัน ต่อสนธิสัญญา ด้วยลายลักษณ์อักษร"

๗. ประเทศไทย ต้องถูกผูกพันด้วย การกระทำการของตนเอง ปรากฏ เป็นหลักฐาน ในสายตาชาวโลก ต้องถามตรงนี้ว่า "เราชาวไทย จะเขียนด้วยมือ แล้วลบด้วยเท้า" หรือไม่? ถ้าอยากทำเชิญเลยครับ

๘. กลไกในการแก้ปัญหา หรือ ข้อพิพาท ที่เกิดขึ้น ในเรื่องการประกาศ และบังคับใช้ Single Gateway ตามสนธิสัญญา ที่กล่าวถึงนี้ข้างต้น สนธิสัญญาฉบับที่อ้างถึงนี้ ก็คือ การต้องตั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ มาแก้ไขปัญหาข้อพิพาท ในระหว่างรัฐ กับประชาชน หรือ ประชาชน กับ ประชาชน

๙. เมื่อประเทศ ประกาศ และ บังคับใช้ Single Gate Way ก็จะเจอกับ ปัญหาที่ว่าทันที มีข้อพิพาทเกิดขึ้น ในระหว่าง รัฐ กับเอกชน ศาลในประเทศไทยทั้งหมด เข้าไปแตะต้องกับปัญหานี้ ไม่ได้ เพราะ:

๙.๑ สนธิสัญญา บัญญัติวิธีการเอาไว้แล้ว โดยเฉพาะ ต้องถือว่า ไม่มีเขตอำนาจศาลไทยเหนือคดี (No Subject - Matter Jurisdiction over Disputes)

๙.๒ ต้องปฏิบัติตามความของ สนธิสัญญาโดยเคร่งครัด กรณีพิพาท ในระหว่าง รัฐ กับ เอกชน ในกรณีนี้ถือว่า ตกอยู่ในบังคับของ คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ที่องค์การสหประชาชาติ หรือ นานาชาติตามสนธิสัญญาฉบับนี้ จะตั้งขึ้น

๙.๓ ศาลอนุญาโตตุลาการประจำ ที่ กรุงเฮก ที่มีตัวตนอยู่แล้ว เพราะได้เลือกบรรดาอนุญาโตตุลาการผ่านสมัชชาใหญ่ (General Assembly) อาจถูกเลือกโดยองค์การสหประชาชาติ และนานาชาติ ให้มาทำหน้าที่ตรงนี้

๑๐. การที่จำเลย แพ้คดี ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ต้องถูกปรับไหม เป็นเงิน มีมูลค่ามหาศาล คำวินิจฉัย จะออกมาให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์ (ไม่ว่า ยูโร หรือ สหรัฐฯ) เวลาที่จ่ายจริง ต้องจ่ายเป็น "เหรียญทองคำ" โดยคิดจากเงินบาท ที่ไปประกาศ เป็นทางการ ที่ให้มีมูลค่าเท่ากับ ทองจำนวนเท่าใด?ออนซ์ แล้วเทียค่าออกมาเป็น ดอลลาร์ ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

๑๑. วิธีการเช่นนี้ มีปรากฏอยู่ ในโลกนี้แล้ว เป็นคดีตัวอย่าง คือ "Alabama Claim ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นโจทก์ ฟ้อง ประเทศอังกฤษ ภายหลังจากที่สงครามกลางเมือง เสร็จสิ้นลง บนแผ่นดินสหรัฐฯ วุฒิสมาชิก Sumner ของรัฐสภาสหรัฐฯ เป็นหัวหอกในการนำฟ้องคดีนี้"

๑๔. ในเรื่องประเทศไทยนั้น ยังจะ มีปัญหาต่อไปหลังจาก เรื่องนี้ คือ การบังคับใช้ (สนธิสัญญา) Convention against Transnational Organized Crime, 2000 มีผลบังคับประเทศไทยในวันที่ให้สัตยาบัน คือ วันที่ ๑๗ ตุลาคม ปีค.ศ. ๒๐๑๓ หรือ ปีพ.ศ.๒๕๕๖ ทั้งนี้เพราะการประกาศใช้ Single Gate Way ต้องผ่าน เป็นกฏหมายออกมา โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (เถื่อน)

ตรงนี้คนไทยทั้งประเทศ จะได้เห็น ระบบเถื่อน สู้กับ ระบบที่ถูกต้องตามกฏหมาย และ ระบบเถื่อน จะถูกลบล้าง ให้มลายไปสิ้น ด้วยระบบครรลอง ที่ชอบด้วยกฏหมาย...........(มีต่อ)

คุณประวิตร ตอกหน้า คสช.​ในเวทีสากล The Diplomat ประจานการปรับทัศนคติ แบบป่าเถื่อน!!!

อ้าว เรื่อง คุณประวิตร โรจน์พฤกษ์ ดังไปทั่วโลกแล้ว....

จาก The dipomat.....

How Thailand's Military Junta Tried to 'Adjust My Attitude' in Detention

Pravit Rojanaphruk recounts his recent "attitude adjustment" under the country's ruling junta.
By Pravit Rojanaphruk September 23, 2015

"Attitude adjustment" is a method employed by Thailand's ruling military junta to neutralize its critics and opponents. Those "invited" for attitude adjustment are detained without charge and interrogated, with settings ranging from vacation- to detention-like facilities. Treatment ranges from effusive politeness to terse language; from being kept in a military camp where you can walk around and play sports to being detained in a small room with no vista to the world, depending on your learning curve toward the attitude adjustment process.

These are some of the things I remember best during my second round of attitude adjustment under the military junta, also known as the National Council for Peace and Order (NCPO). My crime was tweeting and posting comments questioning the legitimacy of the NCPO and its leader General Prayut Chan-o-cha, who is also prime minister, for which I was detained from September 13 to 15, 2015.

Initial Treatment

After being blindfolded and taken in a nondescript van on an hour-and-a-half journey out of Bangkok, with some four men in black short-sleeved shirts wearing surgical masks, I was deposited in a 4-by-4 meter cell. All the paneless wooden windows, with iron bars, were shut tight and the ventilation outlets in the adjoining tiny toilet and shower area were covered from the outside with brown paper. The cell had a non-functioning mobile air-conditioner that went no lower than 29 degrees Celsius, a CCTV that stared at me from a corner of the ceiling, a hazy TV set, and several small bottles of water. There were no cracks to let in the sun or air, and the cell was locked from outside.

I was told to knock if I wanted anything, and that I would be told of my "program" the following day.

Unlike the mid-ranking or senior officers I had encountered in my first attitude adjustment session, the four men in charge, who worked in shifts of two at a time, were always terse, always sported a surgical mask and were always in civilian clothes. They only spoke or answered me when it was absolutely necessary.

In the morning of day two, after barely being able to eat the breakfast given to me by the guards, I begged to be taken outside for some fresh air, citing the lack of ventilation inside the cell.

The stern guards reluctantly obliged. They first got me to sit facing away from the door so I couldn't see what was outside. They then blindfolded me and guided me outside for some "fresh air". I was allowed to stay outside the cell for 20 minutes – always blindfolded – and gulp what air I could from the outside door they had left open.

After a few outings like this, one guard complained that I was being too demanding, to which I said I was only asking for air, which is free, and not a bottle of Coke.

My exercise routine consisted of taking four steps, turning and taking another two, or vice-versa since that was what the room's size allowed. I soon realized that this was just depleting more precious oxygen at an even faster pace, and so abandoned it after less than 30 minutes.

Later in the evening, after spending some 20 hours without proper human interaction, an officer who introduced himself as a lieutenant came in for a chat. He asked if there was anything he could do for me. I asked for some sunshine, fresh air, and perhaps some soap, shampoo, and washing powder.

He granted me some air by leaving the door to my cell open – provided I faced the other way. As for sunshine – it was never granted.

Interrogation

Before I was blindfolded on the first day at an Army camp in Bangkok, some six Army officers – ranging from mid- to senior rank – interrogated me. They wanted to know things like my nickname, details about my parents, their profession, my siblings, my political network, my address, and so on. They also asked why I was against the coup and critical of the lese majeste law. The interrogation lasted about six hours.

When I told them that I was not a supporter of former prime minister Thaksin Shinawatra, they wanted to know what group I belonged to. All I could say was that things can't be just black and white.

They may have expected an apology from me regarding what I said about their leader, Prayut, but I did not offer any. Instead, I told them that everything they asked can be answered rationally without an apology.

The interrogators wanted to peruse my smartphone, but I told them I left it with a United Nations (UN) officer for safekeeping. They appeared upset. Some even said this implied that I was not sincere or innocent and asked why I left it with UN staff.

I replied that since the junta leader possesses absolute power under Article 44 of the junta-sponsored interim constitution, it would only be wise to deposit my phone with a UN staff member who obviously does not operate under the Thai military junta's rules. I added, however, that I was willing to ring the man up and ask him to come to see us and demonstrate the content of the phone. They didn't seem to like my answer. After a while, they seemed to have decided it might not be the wisest idea to drag the UN into the fiasco.

By the end of day three, I was blindfolded again and driven back to the First Army Division headquarters in Bangkok. The No. 2 boss of the division, General Asawin Chaemsuwan, eventually walked in with half a dozen uniformed men in attendance.

I had met this general earlier on two occasions. Both times, he had warned me against being too expressive about the controversial lese majeste law.

"I will not give you a red card yet, because we're all Thais," he said, using a soccer analogy to refer to the "yellow card" warning that I had been given during my first "adjustment" session immediately after the coup in May last year. Apparently, my "crime" did not warrant the equivalent of a full ejection from a soccer pitch.

However, Asawin warned that the charge – which I later found to be sedition – would proceed if I breached the "contract" by joining, assisting, or leading an anti-coup movement or by "crossing the line" in my criticism of the junta. A sedition charge carries a maximum penalty of seven years.

I then asked the general and the half dozen mid-ranking officers about how long this "contract" would last. What was the statute of limitations? They replied that it was 15 years. "Would the NCPO be long gone by then?" I asked. The question went unanswered.

The general then changed the subject by mentioning two locations and asking me if I lived at either of them. Obviously they had been tracking my whereabouts via my phone's GPS.

He then bade me farewell, before one of his men escorted me home.

"I wish we don't have to meet again," the old general said before leaving. Oddly enough, I found myself thinking of him as a kind and considerate man. I realized I may have developed a mild Stockholm syndrome, as I was relieved to see him.

Pravit Rojanaphruk was a senior reporter and columnist with Thailand's The Nation Newspaper for 23 years. He resigned from the post a day after he was released from detention. This article is based on a shorter version which appeared in The Nation newspaper on September 23, entitled "How my attitude was 'adjusted' by the NCPO".

อ้าว เรื่อง คุณประวิตร โรจน์พฤกษ์ ดังไปทั่วโลกแล้ว....

จาก The dipomat.....

How to thailand ' s military junta พยายาม ' ปรับทัศนคติของฉันใน detention '

Pravit rojanaphruk recounts ล่าสุดของเขา "ปรับ ทัศนคติ" under the country ' s ruling junta.
โดย pravit rojanaphruk กันยายน 23, 2015

"การ ปรับ ทัศนคติ วิธีการ" เป็นเพื่อธุรกิจขนาดย่อมโดย thailand ' s ruling military junta เพื่อ neutralize critics ของมันและฝ่ายตรงข้าม. ผู้ "เชิญ" สำหรับการปรับทัศนคติจะเครื่องบินโดยไม่คิดค่าบริการและ interrogated, กับการตั้งค่าตั้งแต่วันหยุด-to detention-ถูกใจสิ่งอำนวยความสะดวก. ช่วงจากการรักษา effusive ความเรียบร้อยในภาษา terse; จากที่ถูกเก็บไว้ในค่ายทหารที่คุณสามารถเดินรอบๆ และเล่นกีฬาให้ถูก detained in a small room with no vista to the world, ได้ขึ้นอยู่กับ learning curve ขึ้นปรับทัศนคติ.

นี่คือบางสิ่งที่ฉันจำที่ดีที่สุดของฉันระหว่างรอบที่สองของการปรับทัศนคติ under the military junta, also known as the national council for peace and order (ncpo). ฉันถูก tweeting อาชญากรรมและการโพสต์ความคิดเห็น questioning the legitimacy of the ncpo ทั่วไปและของผู้นำ prayut chan-o-ชา, ที่ยัง prime minister, ที่ฉันถูกเครื่องบินจาก 13 กันยายน 15, 2015.

การรักษาเริ่มต้น

หลังจากถูก blindfolded และถ่ายใน nondescript van เมื่อหนึ่งชั่วโมง-และ-a-ครึ่ง journey out of bangkok, กับบางสี่ men in black short-sleeved เสื้อใส่รูปแบบชื่อ items, ฉันถูก deposited ใน 4-by-4 เมตรเซลล์. All the paneless ไม้ windows, กับ iron บาร์, ถูกปิดสนิทและการระบายอากาศ outlets ขนาดเล็กใน adjoining system และอาบน้ำมีพื้นที่ครอบคลุมจากข้างนอกกับกระดาษสีน้ำตาล. เซลล์มี non-functioning mobile air-บริการที่ผิดพลาดไม่ต่ำกว่า 29 องศาเซลเซียส, a วงจรปิด stared ที่ที่ฉันจากมุมของเพดาน hazy, tv, และตั้งหลายขวดขนาดเล็กของน้ำ. ไม่ cracks เพื่อแจ้งให้ในอาทิตย์หรือ) และเซลล์ถูกล็อกจากข้างนอก.

ฉันเคยบอกกับสักคนทุบหากฉันต้องการอะไรและฉันจะบอกของฉัน "โปรแกรม" ต่อไปนี้วัน.

เลิกถูกใจ mid-ranking หรือ senior เจ้าหน้าที่ฉันพบแรกของฉันในวาระการปรับทัศนคติที่สี่มนุษย์ค่าบริการใน, ที่เคยทำงานใน shifts ของสอง, อยู่เสมอ, เสมอ terse sported a items mask และถูกเสมอใน civilian เสื้อผ้า. พวกเขาเท่านั้นหรือตอบฉันพูดเมื่อจำเป็นจริงเชียว

ในเช้าของวันสองหลังยังสามารถทานอาหารเช้าที่ให้ฉันโดย guards ฉันขอร้องให้เป็นถ่ายนอกสำหรับบาง fresh air, observers say ขาดการระบายอากาศภายในเซลล์.

The stern guards reluctantly obliged. ครั้งแรกที่ฉันได้นั่งหันห่างจากประตูดังนั้นฉันไม่สามารถเห็นสิ่งที่ถูกนอก. พวกเขาแล้ว skip blindfolded ฉันและฉันนอกสำหรับบาง "อากาศ สดชื่น". ฉันได้รับอนุญาตให้อยู่นอกเซลล์ 20 นาที-เสมอ gulp blindfolded-และอากาศที่ฉันสามารถจากนอกประต