Thursday, September 29, 2016

ดร. เพียงดิน รักไทย 29 ก.ย. 2559 ตอน "อย่าเป็นกบให้เขาหลอกต้ม" มดแดงจงเร่งรวมพลล้มช้าง!

ดร. เพียงดิน รักไทย 29 ก.ย. 2559 ตอน "อย่าเป็นกบให้เขาหลอกต้ม"  มดแดงจงเร่งรวมพลล้มช้าง!

https://youtu.be/aGFs7YHy--g      

https://youtu.be/7iGawV8Mx7U      

https://youtu.be/ps1ik7xyTqo

---------------------

***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ๆ ที่ http://tinyurl.com/gsetacg

***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ

สนับสนุนแนวทางมดแดงล้มช้าง ของ คณะราษฎรเสรีไทย กับ ดร. เพียงดิน

ส่งข้อมูลลับผ่านช่องทางที่ปลอดภัยทางลิ้งค์ต่อไปนี้

http://tinyurl.com/o2rzao8     

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt     

****ลิ้งค์ล่าสุด  http://tinyurl.com/gssuvm2     

และรายงานการปฏิบัติงานและความคืบหน้าเครือข่าย ได้ที่ 4everche@gmail.com     

----------------------

สนับสนุนการเผยแพร่โดย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในการสร้างจิตสำนึกทางประชาธิปไตย สันติวิธี และการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน


-----------------------------

=================


ดร. เพียงดิน รักไทย 29 ก.ย. 2559 ตอน "อย่าเป็นกบให้เขาหลอกต้ม" มดแดงจงเร่งรวมพลล้มช้าง!

ดร. เพียงดิน รักไทย 29 ก.ย. 2559 ตอน "อย่าเป็นกบให้เขาหลอกต้ม"  มดแดงจงเร่งรวมพลล้มช้าง!

https://youtu.be/aGFs7YHy--g      

https://youtu.be/7iGawV8Mx7U      

https://youtu.be/ps1ik7xyTqo

---------------------

***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ๆ ที่ http://tinyurl.com/gsetacg

***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ

สนับสนุนแนวทางมดแดงล้มช้าง ของ คณะราษฎรเสรีไทย กับ ดร. เพียงดิน

ส่งข้อมูลลับผ่านช่องทางที่ปลอดภัยทางลิ้งค์ต่อไปนี้

http://tinyurl.com/o2rzao8     

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt     

****ลิ้งค์ล่าสุด  http://tinyurl.com/gssuvm2     

และรายงานการปฏิบัติงานและความคืบหน้าเครือข่าย ได้ที่ 4everche@gmail.com     

----------------------

สนับสนุนการเผยแพร่โดย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในการสร้างจิตสำนึกทางประชาธิปไตย สันติวิธี และการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน


-----------------------------

=================


Wednesday, September 28, 2016

หมอสันต์ ใจยอดศิลป์ แพทย์โรคหัวใจมือหนึ่ง โรงพยาบาลพญาไท เลิกรักษาคนเพราะอะไร


หมอสันต์ ใจยอดศิลป์ แพทย์โรคหัวใจมือหนึ่ง โรงพยาบาลพญาไท เลิกรักษาคนเพราะอะไร

ผมจะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังนะครับ คือตัวผมเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ ความชำนาญของผมก็คือผ่าตัดแก้ไขหลอดเลือดหัวใจตีบหรือที่เรียกว่าผ่าตัด บายพาส การใช้ชีวิตในวัยทำงานของผมก็ค่อน ข้างใช้แบบสำบุกสำบันเหมือนกับหลายท่านในนี้ซึ่งผ่านวันเวลาแบบนั้นมาหมาดๆ คือทำงานมาก มากเกินไป และไม่ได้สนใจที่จะฟูมฟักดูแลร่างกายมากนัก เพราะมันก็ดีๆของมันอยู่ การผ่าตัดหัวใจเป็นงานที่มักจะต่อเนื่อง พูดง่ายๆว่าติดลม บางวันกว่าจะเสร็จก็สามสี่ทุ่ม กลับถึงบ้านก็ใกล้เที่ยงคืนไปแล้ว ลูกเมียเขาหลับกันหมดแล้ว ผมต้องไปค้นตู้เย็นหาอะไรกิน เมียเขาจะจัดอาหารโปรดของผมไว้ คือเค้กซาราลี บัทเทอร์เค้ก นั่นแหละของชอบ ผมกินมันทุกคืน แล้วผมเนี่ยสมัยที่ทำงานอยู่ไม่ดื่มน้ำเปล่านะครับ ดื่มโค้กแทนน้ำเปล่า วันหนึ่งก็หนึ่งลิตรขึ้นไป เพราะดื่มน้ำเปล่ามันไม่สะใจ แล้วเราก็มีเงินซื้อ ใครจะทำไม ในที่ทำงานผมดื่มกาแฟวันละหลายแก้วเพราะทำงานบริหารด้วย เวลานั่งประชุมฟังลูกน้องพูดเพ้อเจ้อผมก็จิบกาแฟไป วิธีชงกาแฟของผมก็เป็นมาตรฐานไทยแลนด์ คือ ทรี-อิน-วัน หมายความว่าน้ำตาล ครีมเทียม กาแฟ ผสมกันมาเสร็จเรียบร้อยในซองเดียว ใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อยมา จนถึงวันที่เริ่มป่วย

ตอนนั้นผมอายุห้าสิบปลายๆแล้ว มันเริ่มด้วยอาการเวลาทำงานมากๆแล้วแน่นๆหน้าอกไม่สบาย จิตใจก็ค่อนข้างหงุดหงิดงุ่นง่านจนลูกน้องเข้าหน้าไม่ติด ตอนนั้นทำสองจ๊อบ คือเป็นหมอผ่าตัดหัวใจด้วย เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย วันหนึ่งตอนเลิกงานประมาณเกือบสามทุ่ม เลขาหน้าห้องมาดักรอผมอยู่ที่ประตู แล้วรวบรวมความกล้าบอกผมว่า "อาจารย์รู้ตัวหรือเปล่าคะ ว่าอาจารย์นะ…หงุดหงิด"

พอเจอจิ้งจกทัก ผมก็มานั่งมองตัวเอง เออ..สงสัยเราจะป่วยจริงๆแฮะ จึงหยุดงานไปให้หมอรุ่นน้องตรวจประเมินสุขภาพอย่างจริงจัง โดยธรรมชาติของหมอจะเหมือนกันทั้งหมอไทยและหมอฝรั่ง คือไม่เคยทำการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะถือว่าตัวเองเป็นหมอดูแลตัวเองอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เมื่อผมตัดสินใจไปตรวจสุขภาพประจำปี ก็ได้มาหลายโรค อย่างแรกก็คือความดันเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สองก็คือไขมันในเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สามก็คือเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งทราบได้จากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจดูแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจ อย่างที่สี่ก็คือลงพุง คือน้ำหนักเกิน และส่วนใหญ่มาอยู่ที่พุง ไม่อ้วน แต่หุ่นเป็นแบบไอ้เท่งหนังตะลุง คือหลังค่อมพุงแอ่น นั่นคือตัวผมเมื่ออายุราว 56 ปี หมอรุ่นน้องซึ่งเป็นหมออายุรกรรมหัวใจก็ให้ยามาหลายตัว หนึ่งโรคก็หนึ่งตัว แถมอีกตัวหนึ่งคือยากล่อมประสาท

ผมกินยาตามหมอสั่งได้สองเดือนโดยใช้ชีวิตแบบเดิม ทำงานเหมือนเดิม อาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจไม่มีอะไรดีขึ้น แถมมีอาการซึมกะทือจากยากล่อมประสาทอีกด้วย จิตใจก็แย่ การเป็นคนป่วยนั่นก็แย่ระดับหนึ่งแล้ว ยังมีความเบื่องานบวกเข้าไปอีก ทั้งๆที่เป็นเจ้านายเขาแต่มันก็เบื่อ มองอนาคตตัวเองด้วยความกังวล ว่าวันนี้เราเป็นความดันสูง ไขมันสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ กินยาหนึ่งกำมือ สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไรผมมองออกหมดแล้ว ถึงจุดหนึ่งก็ต้องไปทำบอลลูน ทำไปสักสองสามครั้งแล้วก็ต้องไปผ่าตัดบายพาส อย่างที่ผมทำให้คนไข้ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ ทำแล้วบ้างก็ดีขึ้น บ้างก็ไม่ดีขึ้น บ้างก็ตาย เพียงแต่คราวนี้จะเปลี่ยนเป็นตัวผมนอนอยู่บนเขียง ให้หมอรุ่นน้องคนอื่นเป็นคนผ่าตัดให้

ในช่วงที่ผ่าตัดอยู่ วันไหนอารมณ์ดีๆผมจะบอกหมอที่เป็นลูกศิษย์ว่าคุณรู้ไหม วันหนึ่งข้างหน้าคนรุ่นหลานของเราจะเล่าสู่กันฟังด้วยความตลกขบขันว่าสมัย คุณปู่เนี่ย คนเราทำไมโง่จังนะ แค่ไขมันอุดหลอดเลือดหัวใจ หมอสมัยนั้นต้องเอาคนไข้มาผ่าแบะหน้าอกออกเพื่อทำบายพาสหลอดเลือด คือผมพูดอย่างนี้กับลูกน้องเพื่อจะย้ำให้เขาเห็นว่าการผ่าตัดบายพาสเป็นการ รักษาแบบเกาไม่ถูกที่คัน แต่เราก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่มี เพื่อให้เขาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ขยันค้นคว้าวิจัยหากวิธีรักษาที่ดีกว่านี้ แต่ว่ามาถึงตอนนี้ผมเป็นคนป่วยแล้ว และวันหนึ่งผมจะต้องมารับการรักษาด้วยวิธีซึ่งผมรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่า "ไม่ใช่" ผมจะทำอย่างไรดี มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะดูแลตัวเองโดยไม่ต้องผ่าตัด คิดไปคิดมาแล้วคำตอบก็มีอยู่คำเดียว คือ…"ไม่ทราบ"




ณ ตอนนั้นผมเรียนจบแพทย์มาได้สามสิบปีแล้ว ผ่านการเป็นแพทย์ทั่วไป แล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทั่วไป ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทรวงอก ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมต่างประเทศเป็นศัลยแพทย์หัวใจ ทำงานพักหนึ่งแล้วก็ค่อยๆจำกัดชนิดการผ่าตัดลงจนแทบจะเหลือแต่การผ่าตัด บายพาส คือมุดรูเล็กลงๆเรื่อยๆ เหลือความรู้อยู่แต่เรื่องที่ตนเองเชี่ยวชาญอยู่นิดเดียว สามสิบปีที่ผ่านไป มีความรู้อะไรใหม่ๆเกิดขึ้นในวิชาแพทย์บ้าง ผมไม่ได้ติดตามเลย ผมตัดสินใจถอยกลับมาเรียนวิชาแพทย์ใหม่ด้วยตนเอง ทั้งๆที่ยังทำงานอยู่นั่นแหละ ผมทำในสิ่งที่นักวิชาการเขาเรียกว่า "การทบทวนวรรณกรรม (literature review)" คือถอยไปตั้งต้นย้อนยุคเมื่อผมจบแพทย์ใหม่ๆ แล้วไล่มาทีละปีพ.ศ.ว่านับตั้งแต่นั้นมามีงานวิจัยทางการแพทย์อะไรใหม่ๆเกิด ขึ้นโดยที่ผมไม่ทราบบ้าง

ผมได้พบว่ามีงานวิจัยการรักษาโรคหัวใจที่ให้ผลเหลือเชื่อเกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ทั้งๆที่ผมเองก็เป็นหมอหัวใจ ผมจะยกตัวอย่างงานวิจัยบางงานที่เตะตาผมจังๆให้ท่านทราบนะ
งานวิจัยนี้ชื่อ EUROSAPIRE เป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ ใช้คนไข้โรคหัวใจถึง 13,935 คน ทำในโรงพยาบาลชั้นดีในยุโรป 67 รพ. ใน 22 ประเทศ และมีระยะติดตามดูนานถึง 12 ปี คือเขาติดตามดูคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับการรักษาตามวิธีมาตรฐาน ปัจจุบัน กล่าวคือกินยา บอลลูน บายพาส คือจะดูว่าถ้าเป็นคนไข้ที่ดี หมอบอกให้กินยาก็กิน และรักษาอยู่กับโรงพยาบาลที่ดี หมอดี เครื่องมือดี ดูซิว่าผ่านไป 12 ปี แล้วคนไข้จะมีอะไรดีขึ้นบ้างไหม ผลวิจัยที่ได้ก็คือ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย อย่างเรื่องความอ้วน ยิ่งรักษากันไปก็ยิ่งอ้วนเผละยิ่งขึ้น ผ่านไปสี่ปีคนอ้วนเพิ่มขึ้น 25% ผ่านไปแปดปี เพิ่มขึ้นอีก 33% ผ่านไปสิบสองปี เพิ่มขึ้นเป็น 38%

มาดูความดันเลือดบ้าง ผ่านไปสี่ปีคนเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มขึ้น 32% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 43% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 56% เรียกว่ารักษาไปรักษามากลายเป็นความดันเลือดสูงซะมากกว่าครึ่ง มาดูการเป็นเบาหวานก็ได้ ผ่านไปสี่ปีเป็นเบาหวาน 17% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 20% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 28% คือการแพทย์แผนปัจจุบันนี้รักษาคนไข้โรคหัวใจยิ่งทำกันไปก็ยิ่งสาละวันเตี้ย ลง พูดเป็นภาษาจิ๊กโก๋ก็คือ

"..วิธีการรักษาโรคหัวใจของการแพทย์แผนปัจจุบันที่ทำกันอยู่นี้มัน..ไม่เวอร์ค"

คราวนี้มาดูงานวิจัยนี้นะ หมอคนนี้ชื่อ Caldwell Esselstyn เขาเป็นหมอทางด้านต่อมไร้ท่อ เขาได้ทำงานวิจัยโดยเอาคนไข้โรคหัวใจของเขามา 22 คน จับทุกคนสวนหัวใจ ฉีดสี ถ่ายรูปไว้หมด ว่าคนไหน หลอดหัวใจตีบที่หลอดเลือดเส้นไหน ตีบมากตีบน้อยแค่ไหน แล้วถ่ายรูปไว้ แล้วให้คนไข้เหล่านี้กินแต่อาหารมังสะวิรัต กินอยู่นาน 5 ปี แล้วเอาคนไข้ทั้งหมดกลับมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปใหม่ แล้วเอารูปครั้งแรกและครั้งที่สองมาเปรียบเทียบกัน ก็พบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบของคนไข้เหล่านี้กลายเป็นโล่งขึ้น อย่างตัวอย่างคนไข้คนนี้ ก่อนเริ่มวิจัย ผลฉีดสีเป็นอย่างนี้ คือเวลาเราฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือดแล้วถ่ายเอ็กซเรย์ออกมาเป็นภาพยนตร์ ตัวสีจะเห็นเป็นสีขาวอย่างนี้ เวลาที่สีวิ่งผ่านจุดที่หลอดเลือดหัวใจมันตีบแคบหรือขรุขระ เนื้อสีสีขาวมันก็จะถูกบีบให้แคบและเห็นขอบขรุขระด้วยอย่างนี้ ส่วนภาพนี้เป็นผลการฉีดสีหลังจากกินมังสะวิรัติไปแล้วห้าปี จะเห็นว่ารอยตีบรอยขรุขระที่หลอดเลือดหายไป เหลือแต่ลำสีที่วิ่งได้เต็มหลอดเลือดตามปกติ

นี่เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ยืนยันว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เรา เชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นแล้วไม่มีทางหายนั้นไม่เป็นความจริง ผลการติดตามฉีดสีซ้ำนี้ยืนยันว่ามันหายได้ และในงานวิจัยของเอสเซลส์ทินนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้มันหายคือการปรับอาหารการกิน

ผมเห็นงานวิจัยนี้ครั้งแรกผมทึ่งมาก ทั้งๆที่เขาทำไว้ตั้งสิบกว่าปีมาแล้ว แต่ผมเองเป็นหมอหัวใจผมกลับไม่ทราบเลย เห็นอย่างนี้ผมเชื่อแล้วว่าโรคหลอดเลือดหัวใจมันหายได้ แต่ผมยังมีข้อกริ่งเกรงอยู่ประเด็นหนึ่ง คือตัวผมเองก็เป็นนักวิจัย งานวิจัยที่ไม่ได้สุ่มกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่มไว้เปรียบเทียบกันนั้น จะสรุปเอาดื้อๆว่าหลอดเลือดตีบหายเพราะปรับอาหารย่อมไม่ได้ มันต้องมีงานวิจัยแบบเดียวกันที่เอาคนไข้มาสุ่มตัวอย่างเป็นสองกลุ่มแล้ว เปรียบเทียบกันดู จึงจะพิสูจน์ได้จะจะว่ามันหายเพราะปรับอาหารจริงหรือไม่

แล้วผมไม่ต้องรอนานเลย หมอคนนี้ชื่อ Dean Ornish เขาเป็นหมอหัวใจ เขาได้ทำงานวิจัยที่เอาไข้โรคหัวมาเกือบร้อยคนจับฉลากแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ใครจับได้เบอร์ดำ ไปเข้ากลุ่มควบคุมซึ่งไม่ต้องทำอะไรนอกจากใช้ชีวิตแบบที่เคยทำมาตามปกติ ใครจับได้เบอร์แดงไปเข้ากลุ่มที่ต้องปรับชีวิต คือต้องทำสามอย่าง ได้แก่ (1) ต้องกินอาหารมังสะวิรัติบวกปลา บวกนมไร้ไขมัน (2) ต้องออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 ครั้ง (3) ต้องจัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิตามดูลมหายใจ หรือรำมวยจีน หรือโยคะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกวัน ก่อนเริ่มวิจัยก็เอาทุกคนทั้งสองกลุ่มมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปหลอดเลือดไว้ ก่อน พอครบหนึ่งปีก็เอามาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปอีก พอครบห้าปีก็เอาทุกคนมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปอีก ผลวิจัยที่ได้ยืนยันงานวิจัยของเอสเซลส์ทีน คือ กลุ่มที่ปรับชีวิตรอยตีบที่หัวใจโล่งขึ้น ขณะที่กลุ่มที่อยู่เฉยๆรอบตีบเดินหน้าตีบแคบลง ผลการสวนหัวใจเมื่อห้าปีก็ยิ่งยืนยันว่ากลุ่มที่ปรับชีวิตรอยตีบก็ยิ่งโล่ง ขึ้นอีก กลุ่มที่อยู่เฉยๆรอยตีบก็ยิ่งตีบแคบลงอีก ต้องเจ็บหน้าอกบ่อยกว่า เข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่า

มาถึงตรงนี้โรคหลอดเลือดหัวใจนั้นชัดแล้วว่ามันหายได้ด้วยการกินอาหารที่มี พืชเป็นหลัก ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด แล้วความดันเลือดสูงละ ผมได้ค้นคว้าต่อไปอีก ก็พบว่ามีงานวิจัยการลดความดันเลือดโดยไม่ใช้ยาทำไว้เป็นจำนวนมาก เรียกว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ผมสรุปมาให้ดูตรงนี้คือถ้าลดน้ำหนักได้ 10 กก. ความดันตัวบนจะลดลง 20 มิล ถ้ากินอาหารมังสะวิรัติบวกนมไร้ไขมันบวกปลาความดันตัวบนจะลดลง 14 มิล ถ้าออกกำลังกาย ความดันตัวบนจะลดลง 9 มิล ถ้าเลิกกินเค็ม ความดันตัวบนจะลดลง 8 มิล ถ้าบวกสี่อย่างนี้เข้าด้วยกันความดันตัวบนก็จะลดลงได้มากโดยที่ไม่ต้องใช้ยา เลย

คราวนี้โดยบังเอิญ ผมก็ไปพบงานวิจัยปรับชีวิตเพื่อรักษาเบาหวานเข้า งานวิจัยนี้เรียกว่างานวิจัย DPPRG เขาเอาคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 100 มา 3234 คน มาจับฉลากแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มที่ 1. ให้ปรับชีวิตในสามประเด็นคืออาหาร ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด กลุ่มที่ 2. ให้กินยาเบาหวานซะเลยรู้แล้วรู้รอด กลุ่มที่ 3. ไม่ต้องทำอะไร ใช้ชีวิตไปตามปกติของตน แล้วตามดูคนพวกนี้ไปสี่ปี ดูว่าใครจะป่วยเป็นโรคเบาหวานมากกว่ากัน ผลเป็นอย่างนี้ครับ

กลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลยเป็นเบาหวานมากที่สุด กลุ่มที่กินยาเบาหวานเป็นเบาหวานรองลงมา ส่วนกลุ่มที่ปรับชีวิตเป็นเบาหวานน้อยที่สุด น้อยกว่ากลุ่มแรกเกินสองเท่าตัว

ผมศึกษางานวิจัยถึงการปรับอาหารเพื่อลดไขมันในเลือดและลดการเป็นโรค เริ่มต้นผมก็มาสะดุดที่งานวิจัยขนาดใหญ่ของฮาร์วาร์ดอันนี้ ในงานวิจัยนี้ ฮาร์วาร์ดตามดูคนแปดหมื่นกว่าคนนาน 12 ปี เพื่อจะดูว่าการกินไขมันแบบไหนทำให้ป่วยและตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจมาก ที่สุด โดยใช้แคลอรี่ที่เท่ากันเป็นตัวเทียบ และเอาแคลอรี่จากอาหารคาร์โบไฮเดรตเป็นเกณฑ์มาตรฐาน พูดง่ายๆว่าเป็นงานวิจัยเทียบระดับความชั่วร้ายของไขมันชนิดต่างๆ ก่อนหน้านี้ผมมีความเข้าใจว่าน้ำมันหมู น้ำมันวัว หรือที่เรียกกันว่าไขมันอิ่มตัวนั้น เป็นไขมันที่ชั่วร้ายที่สุด แต่พอมาศึกษางานวิจัยนี้จึงรู้ว่าเข้าใจชีวิตผิดไปแล้ว

ผลของงานวิจัยนี้ ไขมันที่ชั่วร้ายที่สุดคือไขมันทรานส์ ทำให้ป่วยและตายมากกว่าคาร์โบไฮเดรตถึง 93% ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมูน้ำมันวัวที่ทำให้ป่วยและตายมากกว่าคาร์โบไฮเดรตสิบ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือสรุปว่าไขมันทรานส์นี้ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมูหลายเท่า

ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าไขมันทรานส์นี่มันอะไรกันวะ เมื่อศึกษาเพิ่มเติมจึงได้ทราบว่าไขมันทรานส์นี้แต่ก่อนมันมีในอาหารของ มนุษย์เราน้อยมาก เพราะมันไม่มีอยู่ในธรรมชาติ แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนคนเราเกิดความกลัวน้ำมันหมูน้ำมันวัวแบบขี้ขึ้นสมอง คนก็หันไปหาน้ำมันพืชซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง แต่ว่าน้ำมันไม่อิ่มตัวนี้มันเอามาทำอาหารอุตสาหกรรมไม่ได้ เพราะมันเหลวเละ อัดเป็นก้อนไม่ได้ ทำให้เป็นผงก็ไม่ได้ นักอุตสาหกรรมจึงเอาน้ำมันพืชมา แล้วใส่ไฮโดรเจนเข้าไปเพื่อให้โมเลกุลของมันมีความเสถียร ทำเป็นก้อนได้ ทำเป็นผงได้ น้ำมันที่ได้จากการใส่ไฮโดรเจนนี้เรียกว่าไขมันทรานส์ มันทำมาจากน้ำมันถั่วเหลืองก็จริง แต่มันกลายเป็นน้ำมันอีกอย่างไปแล้ว คุณสมบัติมันเปลี่ยนไปแล้ว เหมือนคนเคยเป็นเสื้อเหลืองตอนนี้เปลี่ยนเป็นเสื้อแดง มันคนละเรื่องแล้ว แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนวงการแพทย์ยังไม่รู้ เราก็เอาไขมันทรานส์มาทำอาหารอุตสาหกรรมเช่นเนยเทียม ครีมเทียมใส่กาแฟ และเอามาทำ เค้ก คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบต่างๆ เหล่านี้แหละคือไขมันทรานส์

ผมถึงบางอ้อเลย เพราะผมดื่มกาแฟ "ทรีอินวัน" ใส่ครีมเทียมและน้ำตาลก้อนวันละหลายแก้ว มีคุ้กกี้ควบกับกาแฟเสมอ แถมกลับบ้านโซ้ยเค้กซาราลีเป็นมื้อเย็นอีก เรียกว่าผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของไขมันทรานส์ ไขมันที่ชั่วร้ายที่สุดมาซะนานนะเนี่ย อุตส่าห์เลิกแคบหมูของโปรดนึกว่าจะได้ดี..ที่ไหนได้

ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง คือผมทบทวนงานวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน จนผมสรุปข้อมูลได้แน่ชัดว่าหากเรากินอาหารคาร์โบไฮเดรตเข้าไปมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้ง น้ำตาล หากคาร์โบไฮเดรตมันเหลือใช้ ร่างกายจะเปลี่ยนมันเป็นไขมันเก็บไว้ และทำให้ระดับไขมันเลวในร่างกายเพิ่มขึ้น และเมื่อผมตามไปดูงานวิจัยที่มาของคาร์โบไฮเดรตในอาหารของคนอเมริกัน ก็พบว่า 35% มาจากเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลเช่นน้ำอัดลมต่างๆ อ้าว..เอาอีกแล้วผม เพราะผมดื่มโค้กแทนน้ำเปล่า ผมรับมาเต็มๆอีกแล้ว

มาถึงจุดนี้ เห็นงานวิจัยพวกนี้ ผมสรุปได้แล้วว่าทางไปอยู่ที่ไหน ทางไปคือต้องปรับชีวิตในสามประเด็น คืออาหาร ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด ผมตัดสินใจเลย…ต้องเดินหน้าทดลองกับตัวเอง

ผมโยนยาที่หมอให้มาทิ้งหมด เอาแบบพระเจ้าตากทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทร์

เอาเรื่องอาหารก่อน เริ่มด้วยการเปลี่ยนโค้กเป็นโค้กซีโร่ ปรากฏว่าไม่ได้ผล เพราะมันบ่แซ่บ เมื่อลิ้นมันเรื่องมากผมจึงตัดบทเปลี่ยนจากโค้กซีโร่มาเป็นน้ำเปล่าซะเลยให้ รู้แล้วรู้รอด เพราะไหนๆมันก็จืดแล้วก็เอาให้จืดสุดๆไปเลย

ทีนี้ก็มาถึงเค้ก ผมติดเค้ก อย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว วิธีแก้ของผมง่ายมาก คือผมออกกฎหมายห้ามนำเค้กเข้าบ้าน ลูกเมียพาลอดกินเค้กกันหมด ได้ผลปึ๊ดเลย

ก็เหลือเรื่องเดียว คือต้องทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ตามมาตรฐานที่แนะนำโดย USDA คือต้องทานให้ได้ถึงวันละ 5 เสริฟวิ่ง หนึ่งเสริฟวิ่งนิยามว่าเท่ากับผักสดหนึ่งจาน หรือผลไม้ลูกเขื่องๆเช่นแอปเปิ้ลหนึ่งลูก วันหนึ่งต้องได้ 5 เสริฟวิ่ง โอ้โฮ จะเอาเวลาที่ไหนมาเคี้ยวกันละครับ เพราะทุกวันนี้แค่อาหารตามมื้อปกติยังจะไม่มีเวลาเคี้ยวเลย แต่ก็พอดีช่วงนั้นมีเครื่องปั่นอาหารด้วยความเร็วสูงเข้ามาขายในบ้านเรา คือความเร็วสูงถึงสามหมื่นรอบต่อนาที ขณะที่เครื่องปั่นอาหารทั่วไปความเร็วอย่างมากก็แค่สามพันรอบต่อนาที ด้วยรอบที่สูงขนาดนี้ ทำให้สามารถปั่นส่วนของผลไม้แข็งๆเช่นเม็ดในขององุ่นหรือฝรั่งให้กลายเป็น ของเหลวที่ดื่มได้เลย เขาเอามาปั่นผลไม้ที่แช่แข็งแล้วให้กลายเป็นน้ำแข็งฝอยคล้ายไอศครีมซึ่ง เรียกกันทั่วไปว่าเชอร์แบท ก่อนหน้านั้นผมเองเคยได้อ่านหมออเมริกันคนหนึ่งเขียนถึงการรักษาคนสูงอายุ ที่ฟันไม่ดีและเป็นโรคขาดวิตามินด้วยวิธีการปั่นผักและผลไม้จนเหลวเป็นน้ำ ให้ดื่มจะได้ไม่ต้องเคี้ยว ผมจึงบอกภรรยาซื้อเครื่องปั่นแบบนี้มาลองดู ตื่นเช้าก็เอาผลไม้และผักอะไรก็ได้ที่เหลือจากห้องครัวโยนใส่โถแล้วปั่นให้ เป็นน้ำ แต่งรสด้วยมะนาวกับน้ำผึ้งนิดหน่อยให้พอกระเดือกได้ แล้วใส่ขวดโค้กยักษ์จุหนึ่งลิตรไปดื่มที่ที่ทำงาน ค่อยๆดื่มไปตั้งแต่มื้อเช้ายันมื้อเที่ยง พอบ่ายก็ทานสลัดที่ภรรยาทำใส่กล่องพลาสติกไปให้ กาแฟก็เปลี่ยนเป็นกาแฟดำ คุ้กกี้ที่ทานกับกาแฟก็เปลี่ยนเป็นถั่วหรือนัทที่ภรรยาอบมาให้จากบ้าน เป็นอย่างนี้ทุกวันเช้ายันเย็นไม่ทานข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวหรือของแข็งอะไรอื่น เลย มีมื้อเย็นมื้อเดียวที่ผมทานอาหารปกติกับลูกเมียที่บ้าน แต่ก็ลดข้าวลงจากหนึ่งจานเต็มๆเหลือสองช้อน สองช้อนโต๊ะนะครับ ไม่ใช่สองทัพพี ชีวิตแบบนี้ก็ดีนะครับ สุขสบายกว่าเดิม โดยเฉพาะมื้อกลางวันไม่ต้องออกไปทานข้างนอกต้องคอยรับไหว้เด็กๆตั้งแต่เดิน ไป นั่งกิน แล้วเดินกลับ ไม่หนุกเลย

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องการออกกำลังกาย ปัญหาแรกก็คือเวลา เพราะเช้าก็ต้องรีบไปทำงาน เย็นกลับมาก็สองสามทุ่ม ทานอาหารเสร็จก็ได้เวลานอนแล้ว ตอนแรกผมใช้วิธีออกไปเดินเร็วๆในหมู่บ้าน หมาเห่ากันเกรียวเพราะมันค่ำแล้ว แล้วผมเนี่ยมีนิสัยไม่ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบทะเลาะกับหมามาตั้งแต่เด็ก การออกไปวิ่งแต่ละครั้งแทนที่จะผ่อนคลายกลับกลายเป็นความเครียด จึงต้องเปลี่ยนใหม่ ซื้อเครื่องวิ่งสายพานมา มาตั้งไว้ในห้องทีวี ใหม่ๆก็ขยันเดินขยันวิ่งด้วยความลำบาก เพราะหากจะออกกำลังกายให้ได้ผลดีอย่างที่งานวิจัยเขาบอกไว้ ต้องออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร ซึ่งนิยามว่าต้องหอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้ และต้องต่อเนื่อง ซึ่งนิยามว่าต้องแฮ่กๆต่อเนื่องกันไปอย่างน้อย 30 นาที และต้องสม่ำเสมอ ซึ่งนิยามว่าต้องทำแบบนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ซึ่งพอลงมือทำแล้วมันไม่ง่ายเลย พอออกกำลังกายแล้วมันก็ปวดเมื่อย เหนื่อย และนอนมาก แต่เวลาของเรามีน้อย เริ่มต้นก็ทำได้ถี่ แล้วก็ค่อยๆห่างไปๆ จนเครื่องเดินสายพานกลายเป็นเครื่องประดับรกห้องทีวี ท้ายที่สุดทนดูมันไม่ได้ต้องย้ายไปไว้บนชั้นสาม เด็กคนใช้ชอบใจเพราะได้ที่ตากผ้าขี้ริ้ว ผมเปลี่ยนไปซื้อเครื่องโยกแบบที่เรียกว่า elliptical มาแทน ก็ล้มเหลวอีก แล้วก็พยายามใหม่ แล้วก็ล้มเหลวอีก แล้วก็พยายามใหม่อีก แบบว่า.. ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น เวลาผ่านไปหกเดือน ก็ยังออกกำลังกายไม่สำเร็จ

ในที่สุดผมต้องนั่งจับเข่าคุยกับตัวเองว่าถ้าผมเชื่อว่าการออกกำลังกายเป็น เรื่องสำคัญที่สุด ผมต้องทำมันก่อนสิ่งอื่นในแต่ละวัน เพราะในวิชาการบริหาร หลักการบริหารเวลาคือทำเรื่องสำคัญก่อน ดังนั้นตื่นเช้าขึ้นมาผมต้องออกกำลังกายก่อน ถ้าไม่ได้ออกกำลังกาย ยังไม่ต้องทำเรื่องอื่น

ในที่สุดสูตรนี้ก็เวอร์ค ผมตื่นมา ออกกำลังกายก่อน เริ่มตั้งแต่ในที่นอนเลย แล้วก็ไปต่อที่สนามหญ้าหน้าบ้าน วิ่งบ้าง ดึงสายยืด ยกดัมเบล เอาจักรยานออกไปขี่บ้าง รำมวยจีนบ้าง แล้วในที่สุดก็ทำได้อย่างต่อเนื่อง

หลังจากออกกำลังกายได้ต่อเนื่องเดือนเดียว ชีวิตผมก็เปลี่ยนไป พุงยุบจนเปลี่ยนกางเกงตามไม่ทัน น้ำหนักลดลง มองโลกในแง่ดีมากขึ้น และมีความกล้าตัดสินใจที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองมากขึ้น พอผ่านไปได้หกเดือน ครบกำหนดตรวจร่างกายประจำปี ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติหมด ทั้งความดันเลือด ไขมันในเลือด และน้ำหนัก มันเหลือเชื่อจริงๆ การเปลี่ยนชีวิต ทำให้ผมเลิกยาวันละกำมือได้ นี่ขนาดผมยังไม่ได้เริ่มทำอย่างที่สามจริงจังเลยนะ คือการจัดการความเครียด ผมยังไม่ได้เริ่มจริงจังเลย

ณ จุดนั้นผมมานั่งคิดใคร่ครวญดู ตัวเราหรือก็อายุก็ห้าสิบกว่าแล้ว จะผ่าตัดหัวใจให้คนไข้ไปได้อีกอย่างมากก็สองสามร้อยคนแล้วก็เกษียณ ผ่าไปแล้วพวกเขาใช่ว่าจะหายจากโรค อีกสิบปีถ้ายังไม่ตายก็จะพากันกลับมาให้ผ่าใหม่ แล้วเวลาในชีวิตของผมเองก็เหลืออยู่จำกัด ยิ่งเวลาในชีวิตงวดลง เวลาก็ยิ่งดูจะมีค่ามากยิ่งขึ้นทุกที ผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทำผ่าตัดอีกต่อไปอย่างนี้หรือ ทำไม่ผมไม่ทิ้งการผ่าตัดให้คนรุ่นหลังเขาทำกันไปละ ตัวผมเปลี่ยนไปทำอะไรที่ช่วยคนไข้ในวงกว้างได้ถาวรกว่าการผ่าตัดหัวใจเสีย ไม่ดีกว่าหรือ

คิดได้แล้วผมก็ตัดสินใจเลย คือลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล เลิกผ่าตัดหัวใจ หันไปเรียนหนังสือใหม่ ไปฝึกอบรมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว จะได้ทำงานป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพได้เต็มที่ อ่านหนังสือและทำวิจัยอยู่สองปีก็สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว หรือ Family Medicine ได้ ไปสอบกับหมอรุ่นเด็กๆตอนอายุห้าสิบปลายๆนะ ปูนนี้แล้วคนเราถ้าไม่ตั้งใจจริงก็คงไม่ทำ จากนั้นก็เปลี่ยนอาชีพมาเป็นหมอทั่วไป ไม่ผ่าตัด ไม่รักษาคนป่วยแล้ว แต่ให้คำแนะนำคนดีๆที่ยังไม่ป่วยว่าต้องเปลี่ยนชีวิตอย่างไร จึงจะไม่ป่วย

ขอเผยแพร่เพื่อสาธารณประโยชน์

อ. ชูพงศ์-สหายหมาน้อย 28 ก.ย. 2559 ตอน ความสามัคคีของเผด็จการไทย (ปิดท้ายโดย ดร. เพียงดิน รักไทย)

อ. ชูพงศ์-สหายหมาน้อย 28 ก.ย. 2559 ตอน ความสามัคคีของเผด็จการไทย (ปิดท้ายโดย ดร. เพียงดิน รักไทย)

https://youtu.be/DU0Ha91vKXI     

https://youtu.be/Fj6YOGUYBEA     

---------------------

***Download ร่างจดหมาย เพื่อส่งผู้นำนานาชาติต่าง ๆ ที่ http://tinyurl.com/gsetacg

***โปรดช่วยกันกระจายและส่งให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณครับ

สนับสนุนแนวทางมดแดงล้มช้าง ของ คณะราษฎรเสรีไทย กับ ดร. เพียงดิน

ส่งข้อมูลลับผ่านช่องทางที่ปลอดภัยทางลิ้งค์ต่อไปนี้

http://tinyurl.com/o2rzao8     

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt     

****ลิ้งค์ล่าสุด  http://tinyurl.com/gssuvm2     

และรายงานการปฏิบัติงานและความคืบหน้าเครือข่าย ได้ที่ 4everche@gmail.com     

----------------------

สนับสนุนการเผยแพร่โดย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และมหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในการสร้างจิตสำนึกทางประชาธิปไตย สันติวิธี และการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน


-----------------------------

=================


คำแถลงการณ์คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ต่อผล "การลงประชามติ"


8 สิงหาคม 2559

______________________________________________________

ท่ามกลางการตีปีกดีใจของเครือข่ายเผด็จการทรราชย์ในประเทศไทย ต่อผล "การลงประชามติลวงโลก" และความรู้สึกต่าง ๆ ของคนไทย ที่มีทั้งสะใจ(อย่างหลงผิด) งุนงง ตลึง เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ หรือคลั่งแค้น ฯลฯ ในนามของเครือข่ายมดแดงล้มช้าง ขอแถลงการณ์ถึงพลเมืองไทย และพลพรรคมดแดงทั่วโลก ซึ่งกระจายอยู่ใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศไทย 34 ประเทศทั่วโลก และ 24 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา ดังนี้


ละครฉากที่เรียกว่า "การลงประชามติ" นั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความพยายามในการฟอกขาวของโจรกบฏ เพราะต้องการหลบให้พ้นแรงบีบจากคนไทยด้วยกันเอง และนานาอารยประเทศ และเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการที่ฝังรากลึกบนแผ่นดินไทยต่อไป บนความได้เปรียบที่จะเอา "ผลประชามติ" ไปอ้างความชอบธรรมและตบตาชาวโลกว่า คนไทยมีฉันทามติให้พวกมันอยู่ในอำนาจตามโรดแม็ปที่พวกมันนึกกันเอาเอง และจะยัดเยียดรายละเอียดที่เลวร้ายอีกมากมายให้ระบอบเป็นเผด็จการอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น โดยไม่ใส่ใจต่อความเสียหายที่จะต้องเกิดขึ้นแก่ประชาชนและประเทศไทยอย่างสาหัสยิ่งกว่าที่ผ่านมา และเพื่อความชัดเจนของเป้าหมายและทิศทางการต่อสู้ของปวงชนชาวไทย ที่ใฝ่เสรีประชาธิปไตย คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จึงขอประกาศจุดยืนดังนี้


หนึ่ง คสช. ที่ได้ปล้นอำนาจจากปวงชนชาวไทย ไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น ยังมีฐานะกบฏ ที่ทำผิดประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา ต้องมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และการนิรโทษกรรมตนเองของพวกเขา ย่อมเป็นโมฆะ และกรรมของพวกเขาทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตต่อจากนี้ จะต้องถูกนำเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลประชาชนทันที เมื่อประชาชนชนะ ได้อำนาจคืนแล้ว


สอง เครือข่ายอำนาจเผด็จการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ที่ได้ให้ความร่วมมือกับ คสช. ย่อมมีโทษในฐานะก่อการร่วม และมีโทษที่ต้องถูกสะสางโดยทั่วหน้า ตามลำดับชั้นความผิดของพวกเขาทั้งมวล


สาม ผลการลงประชามติลวงโลกครั้ง นี้ รวมทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ คำสั่ง และพันธสัญญาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจที่ คสช. ปล้นจากปวงชนชาวไทยไปนั้น ไม่ว่าจะเกี่ยวด้วยกิจการภายใน และเกี่ยวข้องกับนานาประเทศ ให้ถือเป็นโมฆะ และปวงชนชาวไทย ไม่จำเป็นต้องยอมรับพันธะใด ๆ และเราจะประกาศให้นานาชาติรับรู้จุดยืนตรงนี้อย่างเข้มข้นต่อไป


สี่ เราจะเริ่มต้นการบอยคอตต์ต่าง ๆ ในทุกทางที่ทำได้ ในฐานะพลเมืองเจ้าของประเทศ ที่ปฏิเสธการคงอยู่และการปล้นใช้อำนาจของพวกเรา เริ่มตั้งแต่ระดับเบาไปถึงหนัก และจะต้องไม่ให้เผด็จการสามารถฟอกตัวผ่านการเลือกตั้งใต้รัฐธรรมนูญโจรกบฏนี้ได้ นั่นแปลว่า คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จะวางเป้าหมายขับไล่เผด็จการอย่างจริงจัง นับจากบัดนี้เป็นต้นไป


ห้า การต่อสู้ของคณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ไม่ใช่การวางเป้าล้มตัวบุคคล หรือมุ่งแค่การล้มเจ้า แต่เราจะล้มล้างสิ่งเลวร้ายทั้งปวงในระบอบการปกครองแบบเผด็จการนี้ แล้วสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กล่าวคือ ให้อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย ให้เสรีภาพอันบริบูรณ์แก่ปวงชน ให้ปวงชนอยู่บนความเสมอภาคใต้กฎหมายและการมีโอกาสต่าง ๆ ที่เท่าเทียมกัน การมีส่วนร่วมอย่างถ้วนหน้าและการใช้เสียงส่วนใหญ่ของปวงชนอย่างบริสุทธิ์ โปร่งใสและเป็นธรรมในการกำหนดอำนาจและผู้ใช้อำนาจรัฐทุกระดับ การสร้างภาวะนิติรัฐและธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง และการยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลโลกอย่างเคร่งครัด สิ่งใด ๆ ที่ขัดกับหลักการเหล่านี้ จะต้องถูกชะล้างออกไป เพื่อสร้างบ้านเมืองตามหลักการดังกล่าวนี้ให้จงได้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้


หก คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จะยังคงยึดหลักการต่อสู้ด้วยสันติวิธีและตามอุดมการณ์มดแดงล้มช้าง บนความชอบธรรมและได้เปรียบของปวงชนเจ้าของประเทศ ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ และการอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายคนไทยทั่วโลกและมิตรประเทศ เพื่อล้มล้างอำนาจเผด็จการ และสถาปนาระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเร็วที่สุด และจะร่วมมือกับทุกกลุ่มเพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น จึงขอแจ้งให้พลเมืองไทยทุกท่าน และพลพรรคมดแดงล้มช้าง ให้ทราบเพื่อถือเป้าหมายและแนวทางดังกล่าว เป็นหลักในการปฏิบัติการกู้ชาติ ยึดอำนาจคืนจากโจรกบฏ แล้วสร้างรัฐไทยใหม่ เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทุกคน สืบถึงลูกหลานไทยโดยทั่วหน้า


ประกาศ ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2559


คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง


คำแถลงการณ์คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ต่อผล “การลงประชามติ” และจุดยืนของปวงชน

คำแถลงการณ์คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ต่อผล "การลงประชามติ"


8 สิงหาคม 2559

______________________________________________________


ท่ามกลางการตีปีกดีใจของเครือข่ายเผด็จการทรราชย์ในประเทศไทย ต่อผล "การลงประชามติลวงโลก" และความรู้สึกต่าง ๆ ของคนไทย ที่มีทั้งสะใจ(อย่างหลงผิด) งุนงง ตลึง เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ หรือคลั่งแค้น ฯลฯ ในนามของเครือข่ายมดแดงล้มช้าง ขอแถลงการณ์ถึงพลเมืองไทย และพลพรรคมดแดงทั่วโลก ซึ่งกระจายอยู่ใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศไทย 34 ประเทศทั่วโลก และ 24 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา ดังนี้


ละครฉากที่เรียกว่า "การลงประชามติ" นั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความพยายามในการฟอกขาวของโจรกบฏ เพราะต้องการหลบให้พ้นแรงบีบจากคนไทยด้วยกันเอง และนานาอารยประเทศ และเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการที่ฝังรากลึกบนแผ่นดินไทยต่อไป บนความได้เปรียบที่จะเอา "ผลประชามติ" ไปอ้างความชอบธรรมและตบตาชาวโลกว่า คนไทยมีฉันทามติให้พวกมันอยู่ในอำนาจตามโรดแม็ปที่พวกมันนึกกันเอาเอง และจะยัดเยียดรายละเอียดที่เลวร้ายอีกมากมายให้ระบอบเป็นเผด็จการอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น โดยไม่ใส่ใจต่อความเสียหายที่จะต้องเกิดขึ้นแก่ประชาชนและประเทศไทยอย่างสาหัสยิ่งกว่าที่ผ่านมา และเพื่อความชัดเจนของเป้าหมายและทิศทางการต่อสู้ของปวงชนชาวไทย ที่ใฝ่เสรีประชาธิปไตย คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จึงขอประกาศจุดยืนดังนี้


หนึ่ง คสช. ที่ได้ปล้นอำนาจจากปวงชนชาวไทย ไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น ยังมีฐานะกบฏ ที่ทำผิดประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา ต้องมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และการนิรโทษกรรมตนเองของพวกเขา ย่อมเป็นโมฆะ และกรรมของพวกเขาทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตต่อจากนี้ จะต้องถูกนำเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลประชาชนทันที เมื่อประชาชนชนะ ได้อำนาจคืนแล้ว


สอง เครือข่ายอำนาจเผด็จการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ที่ได้ให้ความร่วมมือกับ คสช. ย่อมมีโทษในฐานะก่อการร่วม และมีโทษที่ต้องถูกสะสางโดยทั่วหน้า ตามลำดับชั้นความผิดของพวกเขาทั้งมวล


สาม ผลการลงประชามติลวงโลกครั้ง นี้ รวมทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ คำสั่ง และพันธสัญญาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจที่ คสช. ปล้นจากปวงชนชาวไทยไปนั้น ไม่ว่าจะเกี่ยวด้วยกิจการภายใน และเกี่ยวข้องกับนานาประเทศ ให้ถือเป็นโมฆะ และปวงชนชาวไทย ไม่จำเป็นต้องยอมรับพันธะใด ๆ และเราจะประกาศให้นานาชาติรับรู้จุดยืนตรงนี้อย่างเข้มข้นต่อไป


สี่ เราจะเริ่มต้นการบอยคอตต์ต่าง ๆ ในทุกทางที่ทำได้ ในฐานะพลเมืองเจ้าของประเทศ ที่ปฏิเสธการคงอยู่และการปล้นใช้อำนาจของพวกเรา เริ่มตั้งแต่ระดับเบาไปถึงหนัก และจะต้องไม่ให้เผด็จการสามารถฟอกตัวผ่านการเลือกตั้งใต้รัฐธรรมนูญโจรกบฏนี้ได้ นั่นแปลว่า คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จะวางเป้าหมายขับไล่เผด็จการอย่างจริงจัง นับจากบัดนี้เป็นต้นไป


ห้า การต่อสู้ของคณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง ไม่ใช่การวางเป้าล้มตัวบุคคล หรือมุ่งแค่การล้มเจ้า แต่เราจะล้มล้างสิ่งเลวร้ายทั้งปวงในระบอบการปกครองแบบเผด็จการนี้ แล้วสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กล่าวคือ ให้อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย ให้เสรีภาพอันบริบูรณ์แก่ปวงชน ให้ปวงชนอยู่บนความเสมอภาคใต้กฎหมายและการมีโอกาสต่าง ๆ ที่เท่าเทียมกัน การมีส่วนร่วมอย่างถ้วนหน้าและการใช้เสียงส่วนใหญ่ของปวงชนอย่างบริสุทธิ์ โปร่งใสและเป็นธรรมในการกำหนดอำนาจและผู้ใช้อำนาจรัฐทุกระดับ การสร้างภาวะนิติรัฐและธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง และการยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลโลกอย่างเคร่งครัด สิ่งใด ๆ ที่ขัดกับหลักการเหล่านี้ จะต้องถูกชะล้างออกไป เพื่อสร้างบ้านเมืองตามหลักการดังกล่าวนี้ให้จงได้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้


หก คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง จะยังคงยึดหลักการต่อสู้ด้วยสันติวิธีและตามอุดมการณ์มดแดงล้มช้าง บนความชอบธรรมและได้เปรียบของปวงชนเจ้าของประเทศ ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ และการอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายคนไทยทั่วโลกและมิตรประเทศ เพื่อล้มล้างอำนาจเผด็จการ และสถาปนาระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเร็วที่สุด และจะร่วมมือกับทุกกลุ่มเพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น จึงขอแจ้งให้พลเมืองไทยทุกท่าน และพลพรรคมดแดงล้มช้าง ให้ทราบเพื่อถือเป้าหมายและแนวทางดังกล่าว เป็นหลักในการปฏิบัติการกู้ชาติ ยึดอำนาจคืนจากโจรกบฏ แล้วสร้างรัฐไทยใหม่ เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทุกคน สืบถึงลูกหลานไทยโดยทั่วหน้า


ประกาศ ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2559


คณะราษฎรเสรีไทยมดแดงล้มช้าง


Sunday, September 25, 2016

สงสาร นายกยิ่งลักษณ์...

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดด้วยเนื้อความที่ยาวผิดปกติทั้งนี้เพราะหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจและนั่งแทนนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะอยู่เงียบๆไม่พูด แต่ออกไปโพสต์ ณ บริเวณนั้น ลงเฟซบุ๊ก ณ บริเวณนี้หรือหากจะแสดงความคิดเห็นใดๆ มักแสดงความเห็นผ่านทางออนไลน์ส่วนการให้สัมภาษณ์นั้น น้อยครั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะออกมาพูดเช่นเมื่อท้ายสัปดาห์ที่แล้วน้อยครั้งที่จะพูดอย่างมีเนื้อมีหนังโดยเฉพาะ การเปิดใจถึงกรณี ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคดี "ทำให้น้ำท่วมใหญ่" เมื่อปี 2554น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์สรุปความได้ว่า ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ เป็นการกล่าวหาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตผู้นำฝ่ายค้านไม่เข้าใจทำไม ป.ป.ช.ถึงทำเช่นนั้น เพราะตอนเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น้ำได้ท่วมอยู่แล้วไม่เข้าใจว่าทำไมจึงโดนอยู่คนเดียวนั่งอยู่ดีๆ ก็ต้องมารับเรื่องหมด ตอนนี้มีถึง 15 คดีแล้ว พอส่งทนายไปคัดค้านต่อ ป.ป.ช. ก็ถูกปฏิเสธคำร้องทุกครั้งอยากร้องผ่านสื่อมวลชนและสาธารณชน อยากให้ปฏิบัติเท่าเทียมกับคนอื่นๆน.ส.ยิ่งลักษณ์ชี้ว่า คดีตัวเองถูกร้องนั้นมีการดำเนินการเร็วมาก รับทุกเรื่อง พิจารณาทุกเรื่อง แต่คดีของผู้อื่นไม่คืบหน้าเลยนั่นเป็นข้อแคลงใจแรกที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตั้งข้อสังเกต ยังมีข้อแคลงใจถึงเรื่องการใช้ ม.44 ตามมาเรื่องของมาตรา 44 ให้อำนาจกรมบังคับคดีในการยึดทรัพย์จากการใช้คำสั่งทางปกครองสั่งชดเชยค่าเสียหายในการจำนำข้าวนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า สิ่งแรกที่มองคือผลของคดียังไม่รู้ แต่ออกคำสั่งมาตรา 44 มอบอำนาจให้กรมบังคับคดีไว้แล้วเหมือนเป็นการชี้นำคดี ถือเป็นความไม่ยุติธรรมถ้ามั่นใจว่ากระบวนการทั้งหมดโปร่งใสและเป็นธรรม…ทำไมต้องใช้มาตรา 44 ด้วยถ้ามั่นใจว่าข้าราชการทำถูกก็ไม่ต้องกลัวถูกฟ้องวันเดียวกัน นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เป็นการยื่นครั้งที่ 8 เพื่อคัดค้านการแต่งตั้ง น.ส.สุภา เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงนายนรวิชญ์ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดนร้องทั้งหมด 15 คดี ในจำนวนนี้ 6 คดี มี น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯเช่น กรณีถูกกล่าวหาแทรกแซงหรือเอื้อบุคคลในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กรณีกล่าวหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ กรณีถูกกล่าวหาเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองมี 1 คดี ที่มี นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นตำแหน่งไปแล้วแต่กลับมาเป็นอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงนายนรวิชญ์ระบุสาเหตุที่คัดค้านการแต่งตั้งประธานอนุกรรมการฯดังกล่าวว่า น.ส.สุภา เคยเป็นประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว และมีเหตุให้ข้อมูลการปิดบัญชีหลุดออกไปถึงมือฝ่ายค้าน และยังเคยไปเป็นพยานเบิกความในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ในคดีโครงการรับจำนำข้าวนายนรวิชญ์ชี้ว่า น.ส.สุภา ถือเป็นคู่ขัดแย้งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และทนายความ เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อขึ้นกล่าวในเวทียูเอ็นพล.อ.ประยุทธ์กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ในหัวข้อ "เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แรงผลักดันสากลเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเรา"พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า ปี 2559 เป็นปีที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติครบ 70 ปี และเป็นปีแรกที่เริ่มต้นนำวาระสำคัญของโลกสู่การปฏิบัติรัฐบาลไทยเชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากสันติภาพและความมั่นคง หรือหากสิทธิของประชาชนถูกละเมิดและไม่ได้รับการยอมรับพล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงสถานการณ์ภายในประเทศว่า รัฐบาลได้วางรากฐานเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ประชาชนได้ใช้สิทธิลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญตามวิถีทางประชาธิปไตยแล้วขณะนี้กำลังพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ ให้แล้วเสร็จ นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปตามโรดแมปได้ในปลายปี 2560การออกเสียงประชามติสะท้อนถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย โดยตระหนักถึงเสียงสะท้อนจากประชาคมระหว่างประเทศรัฐบาลเข้ามาเพื่อดูแลสถานการณ์ ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและความมั่นคงและเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติสุขแล้ว รัฐบาลก็ผ่อนคลายมาตรการชั่วคราวที่ไม่จำเป็น เช่น การประกาศยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร เป็นต้นน่าสังเกตว่า ข่าวสารคำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ กับข่าวสารคำร้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เกิดขึ้นในวันเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในเวทียูเอ็นยืนยันการให้สิทธิเสรีภาพประชาชนขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร้องขอความยุติธรรมผ่านสื่อมวลชนข่าวสารที่ปรากฏออกไปสู่ภายนอก จึงเป็นข่าวสารที่ "สวนทางกัน"และกลายเป็นความท้าทายที่ต้องจับตาเฝ้ามองกันต่อไปทั้งการดำเนินการของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทั้งการดำเนินการขององค์กรอิสระต้องเฝ้าจับตามองว่า ยึดติดเกาะเกี่ยวกับ "นิติรัฐ-นิติธรรม"มากน้อยเพียงใดยังต้องเฝ้าติดตามกระบวนการทางยุติธรรมการใช้มาตรา 44 ในการเรียกร้องค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว เป็นเพราะข้าราชการไม่มั่นใจไม่มั่นใจว่าจะถูกผู้ถูกร้องฟ้องกลับในภายหลังจึงต้องใช้มาตรา 44 เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดแก่ฝ่ายราชการ …ใช่หรือไม่หมายความว่า หากไม่ใช้มาตรา 44 คุ้มครอง ข้อเรียกร้องที่รัฐกระทำต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวก อาจจะผิดก็ได้ …ใช่หรือเปล่ารวมไปถึงการใช้ "คู่ขัดแย้ง" ตามทรรศนะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และทนาย มาเป็นประธานคณะกรรมการไต่สวนกรณีเช่นนี้ ถูกต้องตาม "นิติรัฐ-นิติธรรม" แค่ไหนทุกอย่างที่ปรากฏ แพร่กระจายไปทั่วโลกเป้าหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เดินทางไปยูเอ็นก็เพื่อพูดให้โลกฟังเป้าหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ออกมาให้ข่าวต้องคดีทำน้ำท่วม ก็เพื่อให้โลกได้ยินฟ้องให้โลกได้รู้ว่ารัฐบาลไทย "ทำ"ตรงกับ "พูด" หรือไม่ผลจากเสียงที่ส่งออกไปจะเป็นเช่นไร ปฏิกิริยาต่างๆ คงจะปรากฏให้เห็นได้ในเวลาอันใกล้

Saturday, September 24, 2016

กับดัก ที่ประเทศไทย ต้องแก้ ก่อนวอดวาย!

ใช่หรือไม่ลองพิจารณาดู

*สังคมไทยติดอยู่กับ 3 กับดักสำคัญ  คือในทางเศรษฐกิจ และการเมือง สังคมไทย 'ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง' และ 'ติดกับดักประเทศกึ่งประชาธิปไตย' 

ในทางปัญญา สังคมไทย "ติดกับดัก วัฒนธรรมทางปัญญาระดับปานกลาง หรือ วัฒนธรรมทางปัญญาระดับพอเพียง หรือที่เรียกว่า วัฒนธรรมสังคมอับจนปัญญา"

*อับจนปัญญาอย่างไร*

1.อ่านหนังสือไม่เป็น-นศ.ไทยที่พบ อ่านหนังสือไม่เป็น skill นี้ไม่ได้ อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง สังคมนี้ต้องการ skillแค่นี่?

2.สื่อมวลชน ทำหน้าที่แค่ตอบสนองตลาด ตอบสนองระบบทุนนิยม ยอมลดคุณภาพตัวเองลงมา จนเป็นสื่อ ที่ไม่มีอิทธิพลในสังคมการเมือง

3.มหา'ลัยไทย-มหา'ลัยที่จัดว่าดีที่สุดในไทย เป็นเพียง มหา'ลัยกลางๆในrankingระดับโลก มหา'ลัยส่วนใหญ่ในไทย ไม่ติดในสารบบโลก มหา'ลัย ไทย ตกต่ำ เพราะติดกับดัก ที่มัวแต่รับใช้อุดมการณ์ของรัฐราชการ

4.มนุษยศาสตร์ไทย เน้นผลิตซ้ำความรู้เดิม-เน้นสร้างองค์ความรู้ที่หลงตัวเอง-ไม่วิพากษ์วิจารณ์ความรู้เดิม-ไม่มีความสามารถในระดับหอคอยงาช้าง

5.อะไรคือความต่างระหว่าง 'หม่ำ จ๊กมก'/'@johnwinyu   อย่างแรกคือนักแสดงตลก อย่างหลังคือ นักแสดงตลกเสียดสีล้อเลียนอำนาจ

นักแสดงตลกของไทย ถนัดล้อเลียนคนอีสาน คนพิการ แต่ไม่ถนัดเสียดสีสังคม/ล้อเลียนอำนาจ มีสองคนที่เห็นบ่อยๆคือ @johnwinyu /โน้ต อุดม 

ในแง่นี้นักแสดงตลก ของไทย จึงไม่มีวัฒนธรรมการล้อเลียนอำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งปกติในทั่วโลก ตลกไทยเจอขีดจำกัดของสังคม จึงทำให้พวกเขาแสดงได้แค่นี้ 

พวกเราฮือฮา กับการล้อเลียนของ โน้ต อุดม มาก เพราะนี่ไม่ใช่ของปกติในสังคมไทย 

6.เราไม่มีนิยายประวัติศาสตร์ดีๆ เพราะ ปวศ.ไทยศักดิ์สิทธิ์เกินไป  หรือมีแม่บทหลักแบบที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม กำกับอยู่ ครอบงำอยู่ ซึ่งทำลายจินตนาการของนักเขียนไทยไปจนหมดสิ้น 

7.ความเคร่งทางศาสนา-กระทั่ง นักกิจกรรมก็ถือหลักความเคร่งทางศาสนา ว่าตัวเองถูก คนอื่นผิด ไม่มีการประนีประนอมใดๆ ซึ่งเป็นรากฐานความขัดแย้งสำคัญในสังคมไทย

-----------------------------------
------------สรุปจบ-------------

1-สังคมอับจนปัญญา เป็นผลจากสังคมยึดถือระบบอุปถัมภ์ ยึดถือช่วงชั้น ยึดตัวบุคคล ถือหลักนิติรัฐแบบอุปถัมภ์ หรือที่เสน่ห์เรียก ราชูปถัมภ์

2-สังคมอับจนปัญญา เป็นผลจาก โครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมนี้ ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย กระทั่งหลัง2475 

80 กว่าปีมานี้ขยับ แต่ไม่เปลี่ยน

สังคมอับจนปัญญา เป็นผลจาก การหวนคืนของ บรรดาทหารผู้เข้ามาครองอำนาจ ระบบการเมืองแบบอนุรักษ์มาเมื่อไหร่ ปัญญาของเราหดแคบลงทุกที

3-สังคมอับจนปัญญา เป็นผลจาก ลัทธิราชาชาตินิยม คณะราษฎร พยายามบ่อนเซาะ แต่พวกเขาทำไม่สำเร็จ 

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่มีพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน ไม่มีทางลัด .. ทำใจให้พร้อมกับการสู้ยาวๆ

โลกเปลี่ยนแปลงได้ โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ อาจดูพูดปลอบใจ แต่สังคมไทยเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างอยู่ตลอดเวลา

เชื่อมั่นเถอะ ว่า มนุษย์ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี เพราะการมองโลกเช่นนี้ โลกจึงเปลี่ยน 

มองการเมืองระยะยาว ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยแน่ๆ
-------------------------------------
ประวัติศาสตร์จะบันทึกว่า พวกเขาเป็นผู้ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง และพวกเราเป็นผู้ผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทีละเล็กทีละน้อยอย่างคงเส้นคงวา

ตื่นเถิดพี่น้องไทยประเทศไทยเป็นของประชาชนทุกคน ประชาชนคือผู้ออกแบบ ผู้ใช้อำนาจเสียงส่วนใหญ่สั่งให้ผู้บริหารทำตามความต้องการของพวกเรา  ไม่ใช่ให้ใครมาบังคับให้ต้องทำตามหรือถูกจำกัดกรอบให้ต้องทำอยู่ในคุกคุมขังอยู่ในนั้นจากการออกแบบของผู้ใดให้เราเข้าใจผิดและต้องทำตามอีกต่อไป...

พ.สมิง จันทวโร