มหาวิทยาลัยประชาชน เพื่อการปฏิวัติประชาชนโดยสันติ Truths :: Peace :: Revolution :: Universal Human Rights :: Democracy (TPRUD)
Tuesday, June 12, 2018
Monday, June 11, 2018
รู้มั้ยชื่อเก่าของบ้านเกิดคุณชื่ออะไร? เผยชื่อเดิมจังหวัดในไทย มีครบทุกจังหวัด
รู้มั้ยชื่อเก่าของบ้านเกิดคุณชื่ออะไร? เผยชื่อเดิมจังหวัดในไทย มีครบทุกจังหวัด
เรื่องราวที่ก่อกำเนิดมาเป็นคนไทยในปัจจุบัน ประเทศไทย แต่เริ่มเดิมทีไม่ได้ชื่อว่าไทย แต่มาจากคำว่าสยาม แล้วจังหวัดต่างๆล่ะ ก่อนจะมีชื่อสละสลวย สะกดยากแบบทุกวันนี้ เคยถูกเรียกว่าอะไรมาก่อน เราจะพาไปรู้จักกับชื่อจังหวัดแบบเก่าแก่ทั้งหมด 77 จังหวัด
ภาคเหนือ
1. เชียงราย – เวียงชัยนารายณ์
2. เชียงใหม่ – นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ หรือ เวียงพิงค์
3. น่าน – นันทบุรี เมืองน่าน เมืองนาน
4. พะเยา – เมืองภูกามยาว พยาว
5. แพร่ – พลนคร เวียงโกศัย
6. แม่ฮ่องสอน – แม่ร่องสอน
7. ลำปาง – เขลางค์นคร
8. ลำพูน – หริภุญไชย
9. อุุตรดิตถ์ – บางโพธิ์ท่าอิฐ (สมัยก่อนเป็นแค่ตำบล ไม่ได้เป็นจังหวัด)
ภาคอีสาน
10. กาฬสินธุ์ – บ้านแก่งสำเริง หรือบ้านแก่งสำโรง
11. ขอนแก่น – ขามแก่น
12. ชัยภูมิ – บ้านหลวง
13. นครพนม – มรุกขนคร และเปลี่ยนเป็น ศรีโคตรบูรณ์
14. นครราชสีมา – โคราช โคราฆะ เสมา
15. บึงกาฬ – ชัยบุรี
16. บุรีรัมย์ – โนนม่วง เมืองแปะ
17. มหาสารคาม – บ้านลาดกุดยางใหญ่
18. มุกดาหาร – เมืองมุกดาหาร
19. ยโสธร – สมัยก่อนเป็นหมู่บ้านชื่อบ้านสิงห์ท่า
20. ร้อยเอ็ด – สาเกตนคร ร้อยเอ็จประตู
21. เลย – หมู่บ้านแฮ่ เมืองเลย
22. สกลนคร – หนองหานหลวง สกลทวาปี
23. สุรินทร์ – ประทายสมันต์
24. ศรีสะเกษ – ขุขันธ์
25. หนองคาย – บ้านไผ่
26. หนองบัวลำภู – นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน เมืองกมุทธาสัย
27. อุดรธานี – บ้านหมากแข้ง หรือ บ้านเดื่อหมากแข้ง
28. อุบลราชธานี – ดอนมดแดง ดงอู่ผึ้ง
29. อำนาจเจริญ – เมืองค้อ
ภาคตะวันตก
30. กาญจนบุรี – ปากแพรก ศรีชัยยะสิงหปุระ
31. ตาก – เมืองตาก
32. ประจวบคีรีขันธ์ – บางนารม หรือ นารัง เมืองกุย
33. เพชรบุรี – พริบพรี หรือ ศรีวัชรบุรี
34. ราชบุรี – ราชบุรี หรือ
ภาคกลาง
35. กำแพงเพชร – ชากังราว นครชุม
36. ชัยนาท – เมืองแพรก หรือเมืองสรรค์
37. นครนายก – นายก
38. นครปฐม – นครไชยศรี หรือศรีวิชัย
39. นครสวรรค์ -พระบาง ชอนตะวัน
40. นนทบุรี – บ้านตลาดขวัญ เมืองนนทบุรีศรีมหาสมุทร เมืองนนทบุรีศรีมหาอุทยาน เมืองนนทบุรีศรีเกษตราราม
41. ปทุมธานี – สามโคก ประทุมธานี
42. อยุธยา – กรุงเก่า มณฑลกรุงเก่า มณฑลอยุธยา
43. พิจิตร – สระหลวง โอฆะบุรี
44. พิษณุโลก – สองแคว
45. เพชรบูรณ์ – เพชบุระ
46. ลพบุรี – ละโว้
47. สมุทรปราการ – พระประแดง นครเขื่อนขันธ์
48. สมุทรสงคราม – แม่กลอง
49. สมุทรสาคร – บ้านท่าจีน สาครบุรี
50. สิงห์บุรี – สิงหราชาธิราช สิงหะราชา สิงห์
51. สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย
52. สุพรรณบุรี – ทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ หรือพันธุมบุรี สองพันบุรี อู่ทอง
53. สระบุรี – สระบุรี
54. อ่างทอง – วิเศษชัยชาญ
55. อุทัยธานี – อู่ไทย อุไทย
ภาคตะวันออก
56. จันทบุรี – ควนคราบุรี กาไว จันทบูร
57. ฉะเชิงเทรา – แปดริ้ว
58. ชลบุรี – พระรถ ศรีพโล พญาแร่ บางปลาสร้อย พนัสนิคม บางละมุง
59. ตราด – กราด หรือตราด
60. ปราจีนบุรี – พระรถ ศรีมโหสถ อวัธยปุระ
61. ระยอง – ราย็อง
62. สระแก้ว – แต่ก่อนเป็นกิ่งอำเภอ ตั้งชื่อจากสระน้ำกลางเมือง
ภาคใต้
63. กระบี่ – แขวงเมืองปกาสัย
64. ชุมพร – ชุมนุมพล
65. ตรัง – ทับเที่ยง
66. นครศรีธรรมราช – ตามพรลิงค์ ศิริธรรมนคร ศรีธรรมราช
67. นราธิวาส – มะนาลอ บางนรา ระแงะ
68. ปัตตานี – ตานี
69. พังงา – ภูงา หรือบ้านกระพูงา พิงงา
70. พัทลุง – คูหาสวรรค์
71. ภูเก็ต – บูกิต ภูเก็จ จังซีลอน ถลาง
72. ระนอง – แร่นอง
73. สตูล – มูเก็มสโตย-ละงู นครีสโตย มำบังนังคะรา
74. สงขลา – สิงหนคร สิงหลา สิงขร
75. สุราษฎร์ธานี – ไชยา กาญจนดิษฐ์
76. ยะลา – ยาลอ
ขอบคุณข้อมูลจาก : wikipedia
Sunday, June 10, 2018
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า เปิดโปงเส้นทางโรงงานนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ลอบทิ้งในไทย
สามสิบคำถาม เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทย สำหรับคนไทยทุกหมู่เหล่า
30 คำถามจากคนไม่รักเจ้า
สามสิบคำถาม เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทย สำหรับคนไทยทุกหมู่เหล่า
โดย ดร. เพียงดิน รักไทย มหาวิทยาลัยประชาชน
ขอเดชะ ประชาชนไทยที่รักทุกท่าน
ผมจะเขียนบทความชิ้นนี้ ในรูปคำถามทั้งหมด เพื่อให้พี่น้องคนไทยทุกหมู่เหล่า ได้คิดตาม คำถามผม อาจจะเหมือนมีอคติอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นโอกาสให้คนที่รักสถาบันกษัตริย์ได้คิดหาคำตอบ หาหลักฐานมาหักล้าง และอธิบายความให้สังคมไทยได้เช่นกัน
หวังว่า คำตอบ จะทำให้ท่านเดินหน้าไปอีกหลายก้าวในเชิงการเมือง เพื่อจะได้ตาสว่างกันยิ่งขึ้น
และกลายเป็นผู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ชาติเราต้องการในที่สุดในเวลานี้ หรือท่านอาจจะรักสถาบันกษัตริย์ และระบอบการปกครองอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ต่อไปหรืออาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำ.... ผมไม่ได้คิดเรียบเรียงอย่างรอบคอบนักนะครับ ลองคิดไปด้วย และหากมีคำถามชวนคิดมากกว่านี้ ก็กรุณาช่วยกันเติมได้นะครับ เชื่อว่ามีอีกมากมาย และการได้เกิดสัมมาทิฏฐิ ไม่อยู่บนความลุ่มหลง หรือถูกผลักดันด้วยความโกรธแค้น หรือรักแบบงมงาย แล้วทำลายแบ่งแยกกันเอง แล้วให้ชนชั้นปกครองหลอกใช้
1. Popular sovereignty or Absolute Monarchy?
- ประเทศไทย เป็นของประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกัน หรือเป็นของกษัตริย์คนเดียว?
- หรือเป็นของชนชั้นสูงส่วนน้อยที่เขาอ้างว่ามีอำนาจ มีคุณธรรม และมีบุญบารมีมากกว่าประชาชนทั่วไป?
- กษัตริย์ภูมิพลและบรรพบุรุษท่านใดเคยรบข้าศึกด้วยตัวเอง? เคยปกป้องประเทศ? เคยก่อตั้งประเทศอย่างแท้จริง?
- ในการรบที่ผ่านมา กษัตริย์ได้รบจริงกี่ครั้ง?
- ในกองทัพมีครอบครัวกษัตริย์กี่คน? มีลูกหลานชาวบ้านกี่คน?
- การอ้างว่ากษัตริย์รักษาบ้านเมือง ทำให้ชาติอยู่รอด เป็นวาทกรรมโดยใคร? เพื่ออะไร?
- พฤติกรรมใดของกษัตริย์ คือพฤติกรรมที่เหมือนพ่อของท่านจริง ๆ?
- สิ่งใดที่ทำให้ประชาชน สมควรต้องเคารพรักและเทิดทูนไว้เหนือหัว เสมือนบิดามารดา หรือดั่งเทวดา? อะไรทำให้เราคิดเช่นนั้น?
- พฤติกรรมใดของกษัตริย์และครอบครัวที่ทำให้เราสมควรอยู่ใต้ฝุ่นที่อยู่ใต้เท้าของพวกเขา?
- ทำไมต้องให้วันเกิดกษัตริย์เป็นวันพ่อ และวันชาติ?
- ทำไมมีซุ้ม รูปปั้น รูปภาพ และการโฆษณาถึงความดีของคนๆ หนึ่ง เต็มบ้านเต็มเมือง ด้วยงบประมาณจากภาษีนับหมื่นล้านบาทต่อไป (เกือบสองหมื่นล้านบาทในปี 2560)?
4. Questionable love, care, and utilities?
- กษัตริย์ภูมิพลและครอบครัว แสดงอาการใดบ้าง ที่สรุปได้ชัดว่า รักประชาชน ห่วงใยประชาชน และทำประโยชน์ให้ประชาชน?
- ท่านมีหลักฐานใดชัดเจนที่จับต้องได้ ว่า พวกเขารักท่าน พวกเขาห่วงใจท่านและครอบครัว และพวกเขาทำประโยชน์ที่ตกมาถึงครอบครัวจริง ๆ แบบไม่ได้มโนไปเอง หรือเชื่อตามคำโฆษณา?
- กษัตริย์เป็นที่มาและรากของการแบ่งชนชั้น อำนาจเผด็จการ การดูถูกเหยียดหยามคนด้วยคติว่า คนไม่เท่ากัน ใช่หรือไม่?
- หากไม่มีกษัตริย์ ปัญหาใด ๆ ของชาติจะลดหรือหายไปได้ง่ายหรือเร็วขึ้น? เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ (ความเป็นพี่น้องและกลมเกลียว) ถูกส่งเสริมหรือบั่นทอนโดยสถาบันกษัตริย์ไทย???
- กษัตริย์ไทยส่งเสริมประชาธิปไตยหรือบ่อนทำลาย? ท่านมีเรื่องราวและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดสนับสนุนคำตอบของท่าน?
- ในบรรดาพระราชกรณียกิจ และโครงการพระราชดำริที่ออกอากาศแทบทุกวัน ท่านได้รับประโยชน์โดยตรงใด ๆ บ้าง?
- โครงการหลวงใช้เงินจากภาษีอากรประชาชน และบุคลากรของราชการและรัฐวิสาหกิจ แล้วทำไมเครดิตจึงยกให้กษัตริย์ว่ามีบุญคุณต่อปวงชนทั้งหลาย?
- โครงการหลวงทำให้ชีวิตท่านดีขึ้นอย่างไรบ้าง มีหลักฐานใด?
- ทำไมต้องมีการนำเสนอกันแบบสม่ำเสมอ?
- ทำไมกษัตริย์ต้องมาพัฒนาประเทศ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลได้หาเสียงและมีการตรวจสอบโครงการต่างๆ ตามระบบรัฐสภาอยู่แล้ว?
- ในระยะสิบปีหลัง กษัตริย์ภูมิพลและครอบครัวได้ไปพบท่าน และช่วยเหลือเรื่องปากท้องท่านผ่านโครงการหลวงกี่ครั้ง?
- สิบปีหลัง ท่านได้พบกษัตริย์และครอบครัวตัวเป็น ๆ กี่ครั้ง?
- หากให้เลือกดูข่าวสารความรู้เกี่ยวกับโลก วิชาชีพ และองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ต่าง ๆ ในช่วงสองทุ่มทุก ๆ วัน วันนี้ความรู้ของท่านจะก้าวไกลไปแค่ไหน?
- และการโฆษณาเรื่องผลงานครอบครัวกษัตริย์ ทำขึ้นเพื่อสิ่งใด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนจริงหรือ?
- ท่านทราบไหมว่า ประชาชนเลี้ยงกษัตริย์และครอบครัว? ท่านทราบไหมว่า กิจการของวัง และเรื่องส่วนตัวของกษัตริย์ทั้งหลาย ถูกจ่ายโดยเงินภาษีอากรของประชาชน?
- กษัตริย์ภูมิพลเหาะมาจากฟ้าพร้อมกับวงศ์ตระกูลหรือไม่?
- ทราบได้อย่างไรว่าท่านมีบุญบารมีเหนือมนุษย์? คนเขาบอก หรือพิสูจน์ด้วยตนเอง?
- ก่อนเป็นกษัตริย์ ฐานะท่านและครอบครัวเป็นอย่างไร? วันนี้ฐานะท่านเป็นอย่างไร?
- ทำไมพิธีกรรมต่าง ๆ จึงเป็นการชูกษัตริย์เป็นเทวดา ตามลัทธิพราหมณ์ ทั้ง ๆ ที่กษัตริย์เป็นผู้ที่นับถือพุทธ และต้องพระราชทาน พระบรมราชูปถัมน์ให้กับศาสนานี้?
- ทำไมต้องมีราชาศัพย์?
- ทำไมต้องมีมาตรา 112 และเขียนในรัฐธรรมนูญไม่ให้ฟ้องร้องหรือละเมิดใด ๆ ทั้งสิ้น?
- การที่กษัตริย์ยกตัวเหนือสงฆ์ ด้วยการแต่งตั้งและให้ลาภยศแก่พระสงฆ์นั้น ส่งเสริมหรือทำลายศาสนาพุทธ ที่สอนให้ลด ละ และเลิก ความเป็นตัวตน การครอบครองสิ่งต่าง ๆ อันรวมถึงลาภ ยศ สรรเสริญ เพื่อเข้าสู่การก้าวไปสู่นิพพาน?
- กษัตริย์ภูมิพล ถือศีลห้า ครบหรือไม่? ท่านทราบได้อย่างไร? เห็นกษัตริย์ในแต่ละวันกี่ชั่วโมง? ทราบพฤติกรรมของกษัตริย์และครอบครัวได้อย่างไร? จากไหน?
- ในทศพิธราชธรรม สิบข้อนั้น มีสิ่งใดบ้าง?
- ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตุใดคนถึงอ้างว่ากษัตริย์ไทยเป็นธรรมราชา?
- ประเทศที่มีธรรมราชา ควรมีคุณลักษณะอย่างประเทศไทยหรือ? ธรรมราชาควรทำให้บ้านเมืองเป็นเช่นไร?
- ทศพิธราชธรรมประกอบด้วย
๑. ทาน l ๒. ศีล l ๓. บริจาค l ๔. ความซื่อตรง l ๕. ความอ่อนโยน l ๖. ความเพียร ๗. ความไม่โกรธ l ๘. ความไม่เบียดเบียน l ๙. ความอดทน l ๑๐. ความเที่ยงธรรม ท่านคิดว่า กษัตริย์ภูมิพล ถือครบสิบข้อนี้หรือไม่ ดีเพียงใด? ทราบได้อย่างไร? - ครอบครัวของกษัตริย์ปฏิบัติศีลและธรรมเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาจริงหรือ? ท่านมีหลักฐานเต็มหูเต็มตาหรือไม่?
- ทำไมเขาถึงสร้างให้กษัตริย์มีบารมีและเป็นเจ้าคุณธรรม หรือบุญญาธิการมากมาย? และใครได้ประโยชน์จากภาพลักษณ์เช่นนี้?
- ความดีของกษัตริย์ภูมิพล วัดได้จากตรงไหน? ท่านมีเหตุผลและหลักฐานใดบ้าง? คนดี ของระบอบการปกครองปัจจุบัน ทำไมต้องจงรักภักดีและมียศตำแหน่งใกล้ชิดและรับใช้วังด้วย?
- ทำไมท่านต้องจงรักภักดีกับกษัตริย์?
- ทำไมท่านไม่จงรักภักดีตัวแทนประชาชน กับชาติที่เป็นของทุกคน หรือกับหลักประชาธิปไตย?
- การจงรักภักดีนั้น ชูกันขึ้นมาเพื่อชาติ หรือเพื่อใคร?
- ใครเป็นคนสร้างความคิดว่า คนทั้งหลายต้องรัก ต้องภักดี แบบไม่ต้องคิดถึงเหตุผล?
- เขาสร้างวัฒนธรรมการเทิดทูนบุคคลในตำแหน่งกษัตริย์เพื่ออะไร? ท่านสมควรเชื่อตามนั้นหรือไม่? เพราะเหตุใด?
- กษัตริย์ไทยร่ำรวยที่สุดในโลก ในบรรดาราชาทั่วโลก โดยรวยกว่าพลเมืองไทยตามค่าเฉลี่ยฐานะทรัพย์สินถึง 5.4 ล้านเท่า แล้วทำไมจึงทรงสอนให้ประชาชนอยู่อย่างพอเพียง?
- ท่านทราบไหมว่ากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกของพระราชา เสียภาษีเท่าไหร่ เอาเงินภาษีประชาชนเข้าไปใช้ปีละเท่าไหร่ และเงินบริจาคแต่ละปีเป็นเงินเท่าไหร่ กษัตริย์และราชวงศ์บริจาคเงินและทรัพย์สินในยามชาวบ้านเดือดร้อนเท่าไหร่? พฤติกรรมของพ่อของแผ่นดิน สรุปได้จากความรักความใสใจตรงนี้ ได้มากน้อยแค่ไหน?
- กษัตริย์ไทยทำตัวอย่างไรที่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าอยู่อย่างพอเพียง จริง ๆ ?
- การบีบหลอดยาสีฟัน เป็นภาพความจริง หรือแค่ภาพเล็ก ๆ ท่ามกลางภาพความหรูหราและสิ้นเปลืองงบประมาณประเทศชาติแต่ละปี เช่น เครื่องบิน รถ ปราสาท อาหารการกิน ฯลฯ ของคนในราชสำนัก?
- ทำไมประเทศที่กษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก จึงมีโสเภณีเต็มทั่วทุกจังหวัด มีนักท่องเที่ยวเพื่อกิจกรรมทางเพศ เข้าประเทศไทยเพื่อเสวยสุขจากเด็กหญิง เด็กชาย และหนุ่มสาวของประเทศอย่างคับคั่ง?
- กษัตริย์และครอบครัวรวยได้อย่างไร? ทำมาหากินอะไร? รับเงินภาษีประชาชนไปใช้ทางตรงและทางอ้อมเท่าใด? และได้ช่วยเหลือประชาชนแค่ไหน?
- ท่านมีหลักฐานในประเด็นเหล่านี้เพียงใด? ท่านได้พยายามหาเพิ่มหรือไม่?
- ทำไมมีการฆ่าประชาชนในประเทศไทยในช่วงรัชกาลที่เก้า จนมีคนตายมากมาย หลายครั้ง นับตั้งแต่ตุลาคม 251425-16, พฤษภาคม 2535, เมษายน 2552 และเมษา-พฤษภา 2553 โดยคนสั่งและคนปฏิบัติการฆ่าไม่ได้ถูกพิจารณาและลงโทษเลย?
- แถมผู้เกี่ยวข้องในการสังหารหมู่ประชาชนจำนวนหลายคน โดยเฉพาะในกลุ่มทหารและผู้ใกล้ชิดกับวัง ต่างได้ดิบได้ดีหลังความรุนแรงแทบทุกครั้ง?
- ทำไมเราบอกว่า ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจเป็นของประชาชน แต่รัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้าไปหลายครั้ง ถูกทหารแย่งอำนาจแบบหน้าตาเฉย แล้วก็มีความชอบธรรม เพียงแค่กษัตริย์ลงนาม?
- ทำไมความผิดใด ๆ ที่หนักหน่วงขนาดถึงกับต้องโทษประหารชีวิต ก็ได้รับการพระราชทานอภัยโทษหมด?
- แปลว่ากษัตริย์ร่วมกับทหารและนักการเมืองมักง่าย ปล้นอำนาจประชาชน ใช่หรือไม่ใช่?
- เพราะเหตุใด? ทำไมเวลามีการรัฐประหาร การทำม็อบล้มรัฐบาลฝั่งปชต.หรือที่มาจากการเลือกตั้ง หรือเวลามีทหารหรือกองกำลังพลเรือนออกมาฆ่าประชาชนหัวก้าวหน้าหรือเอียงซ้าย จึงต้องมีการใช้สัญลักษณ์ของกษัตริย์หรืออ้างความจงรักภักดี โดยกษัตริย์เองก็ไม่ได้คัดค้านหรือห้าม?
- ทำไมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จึงมีการรัฐประหารที่สำเร็จถึง 9 ครั้งในรอบ 80 กว่าปี และมีความพยายามรัฐประหารที่ไม่สำเร็จอีกเกือบสิบครั้ง (แปลว่า ล้มรัฐบาลหรือพยายามล้มถึง 20 กว่าครั้ง) และฉีกรัฐธรรมนูญซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเรามีรัฐธรรมนูญราว 20 ฉบับในรอบแปดสิบกว่าปี หรือประมาณสี่ปีต่อฉบับโดยเฉลี่ย? ประมุข สนับสนุน หรือทำลายระบอบประชาธิปไตย?
- กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง เป็นวาทกรรมที่หลอกลวง หรือเป็นจริง?
- อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ต้องผ่านด้วยลายเซ็นต์ของกษัตริย์ทุกครั้ง ใช่หรือไม่? และขั้นตอนในสภาและก่อนนำขึ้นทูลเกล้า มีมือที่มองไม่เห็นหรืออิทธิพลจากทหาร และพลเรือนในเครือข่ายกษัตริย์เกี่ยวข้องด้วยเสมอมา ท่านทราบหรือไม่?
- ทำไมทหารที่อยู่ใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ คือกษัตริย์และพระราชินี จึงออกมามีส่วนในกิจกรรมการเมือง จนทำให้มีการยิงหัวประชาชนมือเปล่านับร้อยคน โดยกษัตริย์ไม่ได้แสดงความเสียพระทัยหรือให้ข้อคิด เตือนสติ หรือห้ามปรามใด ๆ เลย?
- ทำไมจึงไม่มีการลงสัตยาบันรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่มันจะช่วยให้ประชาชนมีหลักประกันว่าจะไม่มีคนบ้าอำนาจสั่งฆ่าประชาชนแล้วรวบอำนาจไว้เพื่อไม่ต้องรับผลกรรม?
- ทำไมจึงมีการปิดปากประชาชนไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์และสถาบันด้วยมาตรา 112?
- ทำไมกษัตริย์จึงลงนามให้นายทหารที่มีศักดิ์แค่อธิบดีกรม ๆ หนึ่ง ขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือคนทั้งชาติ ตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557?
- มีคนกล่าวว่า รัฐธรรมนูญการปกครองประเทศไทย มีพัฒนาการเชิงเป็นประชาธิปไตยน้อยลง หรือหมกเม็ดเพื่อริดรอนเสรีภาพ และความเสมอภาค ลดอำนาจตัวแทนจากประชาชน แล้วก็สร้างความแตกแยกรุนแรงในชาติไทยเพิ่มยิ่งขึ้นในระยะหลังนี้ เพราะอะไร?
- บางคนบอกว่า เพราะประชาชนรู้ความจริง และด้วยความกลัวจะสูญเสียฐานะที่อุดมด้วยอภิสิทธิ์และประโยชน์มหาศาลก็ทำให้คนสำคัญ ๆ ของชาติต้องออกมาใช้อำนาจเผด็จการ ผ่านการสุมหัวกันของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ทหาร ศาลที่คณะรัฐประหารตั้ง สื่อที่เอียงขวาและอิงกับพ่อค้าและผู้ดีที่ได้ประโยชน์จากการทำธุรกิจเคียงข้างหรือได้ผลประโยชน์ร่วมกับเจ้า ถึงกับต้องสั่งฆ่าประชาชน ท่านเห็นด้วยหรือไม่? เพราะอะไร?
- ประเทศไทยเจริญขึ้น หรือแย่ลง จากความไม่เป็นประชาธิปไตยและความวุ่นวายทางการเมือง? ใครยังอยู่ในอำนาจและร่ำรวยอย่างต่อเนื่องบนความวุ่นวายระยะสิบปีหลังนี้?
- ทำไมจึงมีการโยนอุจจาระให้นักการเมือง แล้วเชิดชูทหาร คนดีในเครือข่ายจงรักภักดี และเทิดทูนกษัตริย์ว่าทำดีอย่างไร้ที่ติด เช่นวาทกรรม นักการเมืองให้ปลา พระราชาให้เบ็ด?
- ท่านเคยได้ เบ็ด ซึ่งคงหมายถึงเครื่องมือหากิน อะไรบ้าง? เอาไปใช้แล้วทำให้ทำกำไรและดอกผลเพิ่มขึ้นเท่าไหร่? มีตัวอย่างจับต้องได้และพิสูจน์ได้ใดบ้าง?
- เกิดมาชาตินี้ ท่านเคยเจอกษัตริย์ตัวเป็น ๆ กี่ครั้ง?
- พระองค์และครอบครัวได้ทำอะไรที่ให้ประโยชน์กับท่านหรือครอบครัว หรือคนในชุมชนท่านบ้าง? คิดเป็นเงินได้กี่บาท? คิดเป็นความเจริญได้กี่กิโลกรัม?
- ท่านเคยได้พูดกับกษัตริย์และราชวงศ์กี่คำ? ท่านรับทราบความทุกข์ต่าง ๆ และปัดเป่าให้ในกรณีใดบาง? กี่ครั้ง?
- การมีกษัตริย์อยู่ ให้คุณประโยชน์อะไรแก่ประเทศชาติ ที่จับต้องได้ อยู่บนหลักเหตุผลมากกว่าอารมณ์ และมีหลักฐานชัดเจนที่ท่านเห็นและรับรู้กับหู กับตา?
- หากสถาบันกษัตริย์หมดไปจากสังคมไทย หรือไม่มีอำนาจใด ๆ ให้ใครไปอ้างใช้ได้อีก จะมีอะไรเกิดขึ้นที่เป็นผลร้ายที่แก้ไขไม่ได้?
- อำนาจกษัตริย์มาจากไหน? ทำไมเราต้องยอมรับ?
- คนไทยขาดกษัตริย์ไม่ได้จริง ๆ หรือ? ให้คิดทั้งทางการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และแม้แต่วิถีชีวิตประจำวันของท่าน และระบบราชการในบ้านในเมืองระดับต่าง ๆ?
- หากกษัตริย์หมดไป หรืออำนาจกษัตริย์หมดไป ประเทศไทยจะได้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง? ใครจะได้ประโยชน์สูงสุด? ใครจะเสียประโยชน์สูงสุด?
- ที่บอกว่ากษัตริย์ไทยทรงพระปรีชาสามารถด้านดนตรี กีฬา เรื่องน้ำ เรื่องเขื่อนฝายกั้นน้ำ เรื่องการพัฒนา เรื่องเทคโนโลยี ฯลฯ ท่านเห็นด้วยหรือไม่? มีหลักฐานและการตรวจสอบใด ๆ หรือไม่? ท่านทราบได้อย่างไร?
- ทำไมกษัตริย์และราชวงศ์จึงไม่ได้เรียนจบอะไรมากมาย? และที่เรียนจบและเก่งนั้น เพราะฝีมือและความฉลาดจริงหรือเพราะความเกรงใจและการเลีย?
- ทำไมกษัตริย์ภูมิพลและพระราชินีจึงไม่จบปริญญาตรี และลูก ๆ ไม่มีใครเรียนจบปริญญาเอกเหมือนลูกชาวบ้านเลยสักคน?
- ทำไมคนบางกลุ่มถึงอ้างว่าเขาจงรักภักดีกษัตริย์นักหนาและมากกว่าคนอื่น เขารู้ได้อย่างไร เรารู้ได้อย่างไร?
- และพวกเหล่านั้น ได้ประโยชน์จากการโหนเจ้า มากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนเช่นพวกเราหรือไม่ อย่างไร?
- ทำไมต้องมีการบังคับให้ยืนเคารพในโรงหนัง?
- ทำไมต้องมีซุ้มเต็มบ้านเมือง ทำไมต้องจัดงานต่าง ๆ อย่างยิ่งใหญ่เพื่อเชิดชู อย่างสิ้นเปลืองมหาศาล?
- ทำไมต้องแสดงภาพการมีคนบริจาคเงินแทบทุกวัน ทำไมต้องมีการบริจาคให้กษัตริย์เอาไปทำบุญต่อ โดยเสด็จพระราชกุศล? กษัตริย์รับบริจาคไปเท่าไหร่ เอาไปทำบุญต่อเท่าไหร? มีบัญชีไหม? มีการตรวจสอบไหม? มีการรายงานให้ประชาชนเหมือนนักการเมืองไหม?
- ทำไมจึงต้องห้ามประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ หรือละเมิดไม่ได้เลย?
- ทำไมเมื่อมีเหยื่อจากความป่าเถื่อนของมาตรา 112 กษัตริย์ถึงไม่เข้ามาแทรกแซงหรือแก้ไขเลย ทั้ง ๆ ที่เคราะห์กรรมมีผลมาจากตัวกษัตริย์เองเป็นสำคัญ?
ร. 10 คือ อัศวินขี่ม้าขาว - ดร.ทักษิณ ได้กลับบ้าน?? --เอนก ซานฟราน - ดร. เพียงดิน รักไทย 10 มิ.ย. 61
Saturday, June 9, 2018
สู่ปีที่ห้ารัฐประหาร คสช. สิ่งที่เกิดขึ้นและหายไปในการเมืองไทย
"มีเผด็จการทหารหรือผู้นำรัฐประหารไม่กี่คนเท่านั้นที่ดูจะมีขีดความสามารถทางการเมือง… [ดังนั้นจึง] ไม่มีเหตุผลที่ดีอะไรที่จะถามว่า เหตุใดบรรดานายพล พันเอก หรือพันตรีทั้งหลายจะเป็นนักการเมืองที่ดีได้"
ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมาเป็นวาระครบรอบสี่ปีของการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรในการเมืองไทย และกำลังก้าวสู่ปีที่ห้าอย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะว่าที่จริงแล้วแทบจะไม่มีใครคาดคิดเลยว่า คณะรัฐประหาร คสช. จะมีชีวิตอยู่ได้นานเช่นนี้
เนื่องจากรัฐบาลทหารก่อนหน้านี้มีอายุอยู่ไม่นานนัก ผู้นำทหารในอดีตเข้าสู่เวทีการเมืองด้วยภารกิจในการล้มล้างทั้งรัฐบาลเก่าและกติกาการเมืองเดิม และสร้างกติกาใหม่ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
พร้อมกับเตรียมการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองด้วยการเลือกตั้ง
บทประเมิน
รัฐบาลทหารในอดีตหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี 2516 ตระหนักดีว่า ยิ่งอยู่ในอำนาจนาน ก็ยิ่งเป็นผลร้ายทั้งต่อรัฐบาลทหาร และต่อสถาบันกองทัพโดยตรงอีกด้วย เพราะความล้มเหลวของรัฐบาลทหารในการบริหารประเทศย่อมมีผลกระทบต่อกองทัพโดยตรงไม่มากก็น้อย
แต่จะปฏิเสธว่าไม่มีผลกระทบต่อสถาบันกองทัพเลยนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เพราะรัฐบาลทหารดำรงอยู่ได้ด้วยการค้ำจุนของกองทัพ และบุคลากรในรัฐบาลก็มาจากกองทัพ
จนต้องยอมรับว่ากองทัพมีสถานะเป็น "เครื่องมือหลัก" ของการยึดอำนาจและเป็น "เสาหลัก" ของรัฐบาลทหาร เพราะหากจินตนาการถึงสภาวะที่รัฐบาลทหารไม่มีกองทัพเป็นเครื่องค้ำประกันและเป็นเครื่องมือในการควบคุมทางการเมืองแล้ว ชีวิตของรัฐบาลทหารเช่นนี้คงสั้นอย่างมาก
นอกจากนี้ คงต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า ด้วยความเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ทำให้มีข้อจำกัดในตัวเองอย่างมากไม่ว่าจะมองในเวทีภายในหรือภายนอกก็ตาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีสถานะที่เป็นรัฐบาลทหารนั้น ไม่มีความชอบธรรมในตัวเองตั้งแต่แรกเริ่มของการยึดอำนาจแล้ว
ฉะนั้น ความสำเร็จในการยึดอำนาจจึงเป็นคนละประเด็นกับความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาล
และแม้นว่าจะสร้างภาพรัฐบาลทหารว่าเป็น "รัฏฐาธิปัตย์" เพื่อให้เกิดความเชื่อว่าอำนาจอยู่ในมือของฝ่ายรัฐประหารเป็นอำนาจที่ชอบธรรมในตัวเอง
แต่ก็ถูกท้าทายจากฝ่ายต่างๆ อย่างมาก อีกทั้งความท้าทายอย่างสำคัญมาจากความเปลี่ยนแปลงของ "ภูมิทัศน์" ทางการเมืองทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นโลกสมัยใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่
ดังนั้น แม้จะโฆษณาชวนเชื่อง่ายๆ ในสังคมไทยว่า ต่างชาติ "เข้าใจดี" ถึงการยึดอำนาจในไทย ก็อาจจะไม่ชวนเชื่อเท่าใดนัก
อีกทั้งเมื่อรัฐบาลทหารไม่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์เศรษฐกิจ การขาดการยอมรับในประชาคมการเมือง การไม่บรรลุภารกิจตามที่ได้ประกาศไว้เป็นเหตุผลในการรัฐประหาร เช่น การสร้างความปรองดอง เป็นต้น เว้นแต่จะพยายามสร้างจุดขายด้วยการโฆษณาว่า การคงอยู่ของรัฐบาลทหารมีส่วนในการทำให้เกิดความสงบในสังคม
แต่ก็มีคำถามตามมาว่า ความสงบเช่นนี้คือการใช้อำนาจบังคับของกองทัพใช่หรือไม่
และถ้าใช่แล้ว ความสงบภายใต้ "อำนาจปืน" ของรัฐบาลทหารเช่นนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยในอนาคตได้อย่างไร
ประเด็นนี้ยังทิ้งปัญหาให้ต้องขบคิดต่อไปว่า แล้วเราจะทำอย่างไรกับความขัดแย้งที่กำลังหยั่งรากลึกมากขึ้นในสังคมไทย
และยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า การยึดอำนาจไม่น่าจะใช่เครื่องของการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่บางคนคาดหวังไว้ อีกทั้งรัฐบาลทหารเองก็ไม่มีขีดความสามารถในการแก้ปัญหาเช่นนี้
และในอีกด้านหนึ่งแทนที่รัฐบาลทหารจะช่วยแก้ปัญหา ก็กลับกลายทำตัวเป็น "คู่ขัดแย้ง" เสียเองอีกด้วย สภาพดังกล่าวนี้ทำให้การเมืองไทยในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา อยู่ในสภาพเหมือน "ติดกับ" อยู่กับที่ และไม่มีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคต
ผลสืบเนื่องเช่นนี้ทำให้รัฐบาลทหารประสบปัญหาความน่าเชื่อถืออย่างมากในทางการเมือง อีกทั้งเมื่อถูกถาโถมด้วยเรื่องการจัดซื้อยุทโธปกรณ์และเรื่องทรัพย์สินของผู้นำทหารแล้ว
ความน่าเชื่อถือเช่นนี้ก็ยิ่งลดลงไปกับระยะเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล และยิ่งเตรียมการที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปในอนาคตแล้ว รัฐบาลทหารในปีปัจจุบันก็ดูจะอยู่ในสภาพที่ "ทุลักทุเล" เต็มที
แม้รัฐบาลทหารยังมีกองเชียร์ที่เข้มแข็งจากผู้สนับสนุนเดิม
แต่เสียงเชียร์ก็ดูจะลดลง แตกต่างจากปีแรกๆ หลังรัฐประหารอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันก็ไม่มีหลักประกันว่า โอกาสของการเป็นรัฐบาลใหม่ในอนาคตจะเป็นจริงเพียงใด ทั้งที่พยายาม "เดินสาย" เข้าหากลุ่มการเมืองเก่า จนเกิดความชัดเจนถึงการกำเนิดของพรรคทหารในอนาคต
และขณะเดียวกันก็กำลังเป็นความรู้สึกว่า ผู้นำทหารกำลังเดินบนถนนสายเก่าที่พวกเขาเคยทำลายทิ้งไปแล้ว
และวิ่งกลับไปหาผู้คนแบบเดิมที่พวกเขาเคยประจานและประณามอย่างเสียๆ หายๆ มาแล้ว
บทสำรวจ
ในโอกาสของวาระครบรอบสี่ปีของรัฐบาลทหาร บทความนี้จะทดลองสำรวจผลกระทบและผลสืบเนื่องในเชิงมหภาค โดยจะนำเสนอเป็นประเด็นสำคัญๆ 5 ประการดังต่อไปนี้
1. สถานะด้านสิทธิที่ถดถอย (ดูได้จากดัชนีของ Freedom House) ซึ่งจะเห็นได้ชัดใน 4 เรื่อง คือ 1) สิทธิเสรีภาพ (civil rights) 2) สิทธิมนุษยชน 3) สิทธิทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ เช่น การชุมนุม การรวมกลุ่ม เป็นต้น และ 4) เสรีภาพของสื่อมวลชน
2. สถานะทางการเมืองของทหารและการขยายบทบาทของกองทัพอย่างมาก ส่งผลสำคัญ 3 ประการคือ 1) การขยายบทบาทของกองทัพในทุกภาคส่วนของสังคม จนประเทศมีภาพลักษณ์เป็น "รัฐทหาร" 2) กองทัพไร้ความเป็นทหารอาชีพ (military professionalism) และกองทัพถูกใช้เป็นกลไกของรัฐบาลทหาร 3) นายทหารบางส่วนถูกแปรสภาพเป็น "ทหารการเมือง" หรือกลายเป็นสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า "นักการเมืองในเครื่องแบบ" (politician in uniform)
3. สถานะทางเศรษฐกิจของประเทศหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลทหารแล้วมีสภาพที่สำคัญ 4 ประการดังนี้ 1) รัฐบาลทหารไม่มีขีดความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมหภาค และมีผลสืบเนื่องต่อสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม 2) รัฐประหารไม่ใช่ปัจจัยเชิงบวกในการพัฒนาเศรษฐกิจ 3) รัฐบาลทหารไม่ใช่ปัจจัยส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และ 4) รัฐบาลทหารไม่ใช่ปัจจัยในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
4. สถานะของความเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารทำให้ประเทศขาดคุณลักษณะทางการเมือง 5 ประการ ได้แก่ 1) นิติรัฐ 2) ธรรมาภิบาล 3) ความพร้อมในการถูกตรวจสอบ (accountability) 4) ความโปร่งใส และ 5) การตรวจสอบและถ่วงดุล
5. สถานะในเวทีระหว่างประเทศได้รับผลกระทบโดยตรงจากการรัฐประหารที่เกิดขึ้น ดังนี้ 1) การไม่ได้รับการยอมรับในประชาคมระหว่างประเทศจากการรัฐประหาร 2) การแสวงหาการยอมรับจากรัฐมหาอำนาจด้วยการปรับทิศทางของระบบพันธมิตรทางยุทธศาสตร์
และ 3) การใช้การจัดหายุทโธปกรณ์เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
บทประมาณการ
ในช่วงปลายทางก่อนที่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้จริงนั้น รัฐบาลทหารจึงต้องแสวงหาหลักประกันของชัยชนะในอนาคต ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสำคัญต่างๆ ดังนี้
1. สร้างกลไกรัฐธรรมนูญเพื่อความได้เปรียบทางการเมือง และออกแบบให้การเมืองไทยในอนาคตมีรูปแบบเป็น "ระบอบพันธุ์ทาง" (hybrid regime) ที่ผสมผสานระหว่างการเลือกตั้งกับบางส่วนของระบอบอำนาจนิยมเข้าด้วยกัน หรืออาจเรียกว่าเป็น "ระบอบผสม" ในการเมืองไทย
2. กำหนดกติกาและเงื่อนไขทางกฎหมายเพื่อจำกัดบทบาทและการเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน
3. กำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสมาชิกแต่งตั้ง 250 คนเพื่อเป็นฐานเสียงโดยตรงในสภาในอนาคต และยังเป็นหลักประกันต่อการเลือกผู้นำทหารให้กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
4. ออกแบบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเป็นหลักประกันว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตจะไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ของตัวเองได้ และต้องเดินไปตามกรอบที่รัฐบาลทหารได้ออกแบบไว้เป็นระยะเวลา 20 ปี (ห้าสมัยของรัฐบาลเลือกตั้ง)
5. ออกคำสั่งจัดบทบาทใหม่ของ กอ.รมน. เพื่อสร้างสภาวะ "รัฐซ้อนรัฐ" และใช้เป็นกลไกในการควบคุมทางการเมืองในชนบท
6. การดำรงบทบาทและอำนาจของรัฐบาลทหารในช่วงก่อนที่ระยะเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้น ทำให้การเปลี่ยนผ่านในอนาคตมีความยุ่งยากในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องจะต้องมีฐานทางการเมืองในรูปแบบของ "พรรคทหาร" รองรับการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในรูปแบบของระบอบพันธุ์ทาง หรือการเมืองแบบผสมที่ยังคงมีผู้นำรัฐบาลเป็นทหาร
7. การเตรียมตัวทางการเมืองของรัฐบาลทหารทำให้พวกเขาจำยอมที่จะต้องเดินไปบนถนนสายการเลือกตั้ง อันเป็นถนนสายเดิมพวกเขาทำลายไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว และในการนี้จำเป็นต้องสร้างพรรคการเมืองด้วยการดึงกลุ่มคนบางส่วนที่พวกเขาเคยทั้งประณามและประจานแล้วเข้ามาเป็นพวก อันเป็นสัญญาณโดยตรงถึงการก่อตัวของพรรคทหาร
อย่างไรก็ตาม การเตรียมเครื่องมือในข้างต้น ทำให้เกิดผลสืบเนื่องที่สามารถคาดได้ดังนี้
1. แม้ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลทหารจะประกาศเสมอว่า "ไม่สืบทอดอำนาจ" แต่การดำเนินการทางการเมืองกลับเป็นคำตอบในตัวเองอีกแบบหนึ่ง ประกอบกับคำสัญญาเรื่องการเลือกตั้งก็มักจะถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีความชัดเจนในตัวเอง สภาพเช่นนี้ได้ลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลทหารลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และรัฐบาลทหารได้กลายเป็นปัจจัยของความไม่แน่นอนในตัวเองอีกด้วย
2. ผลจากปัญหา 7 ประการในข้างต้นจะทำให้การเมืองไทยในอนาคตเป็น "การเมืองของความอ่อนแอ" ด้วยการออกแบบให้ทั้งพรรคการเมืองและประชาสังคมมีความอ่อนแอ จนไม่มีพลังมากพอที่จะทานกับการกลับมาของรัฐบาลทหารในรูปแบบใหม่ด้วยกระบวนการเลือกตั้ง
3. การออกแบบเช่นนี้ยังเป็นความหวังให้ผู้นำรัฐประหารเดิมมีอำนาจและขีดความสามารถในการควบคุมทางการเมืองในสังคมไทยต่อไป หรือเป็นความต้องการที่จะทำให้ระบอบการเมืองใหม่ยังต้องพึ่งอำนาจของฝ่ายทหาร คือเป็น "ประชาธิปไตยที่ต้องได้รับการปกป้อง (จากทหาร)" หรือที่การเมืองในละตินอเมริกาเรียกว่า "Protected Democracy" อันเป็นประชาธิปไตยแบบที่ทหารยังคงมีบทบาทอยู่
4. สิ่งเป็นความคาดหวังสำคัญสำหรับผู้นำรัฐบาลทหารก็คือ ระบอบใหม่หลังจากการเลือกตั้งจะอยู่ในลักษณะที่เป็น "กึ่งเผด็จการ" (semi-authoritarianism) ด้วยการคงสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของระบอบอำนาจนิยมไว้ต่อไป และแม้นว่าฝ่ายนิยมประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้ง แต่องค์ประกอบเหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไป
จนส่งผลให้กระบวนการฟื้นคืนระบอบประชาธิปไตยมีอุปสรรคมากขึ้นในอนาคต
บทปิดท้าย
จากปัจจัยต่างๆ ในข้างต้นทำให้เห็นชัดว่า สี่ปีที่ผ่านมาประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะ "จมปลัก" และพาตัวเองออกจากปัญหาการเมืองและความขัดแย้งที่รุมเร้าไม่ได้ และยังถูกโถมด้วยปัญหาเศรษฐกิจ
อีกทั้งความหวังเรื่องการปฏิรูปก็กลายเป็นเพียงอาการ "ฝันกลางวัน" ไปเสียแล้ว
ว่าที่จริงแล้วสภาพของการจมปลักทางการเมืองก็คือ การเป็น "คนป่วยทางการเมือง" นั่นเอง
ถ้าเช่นนั้นแล้วคำถามสำคัญก็คือ ประเทศไทยจะ "หายป่วย" ได้อย่างไร หรือยังจะก้าวสู่อนาคตด้วยความ "ทุลักทุเล" ต่อไปอีกเพียงใด
ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงเวลาเช่นนี้เป็นการก้าวสู่ปีที่ห้าด้วยความผันผวนและไม่แน่นอนอย่างยิ่ง
จนอาจกล่าวสรุปด้วยสำนวนเก่าง่ายๆ ว่า สี่ปีที่ผ่านมาเป็นดัง "เวลาที่หายไป" ของสังคมไทย…
"เสียของ" หรือเปล่าไม่ชัดเจน แต่ "เสียเวลา" แน่นอน เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
สุดท้ายแล้ว สังคมการเมืองไทยจะต้องกลับสู่การเลือกตั้ง ไม่มีทางเป็นอื่น แม้ว่ากำหนดการเลือกตั้งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยของความไม่แน่นอนก็ตามที!
เอนก ซานฟราน 10 มิย 2561 "ความเน่าเฟะ แบบ 'ไทย ๆ"
https://youtu.be/pMeKMO6wppI
https://youtu.be/iQy2y3diDNI
****************************
หากท่านคิดดี หวังดี และมั่นใจในความดีของท่าน ขอให้ปาวารณาตัว ร่วมเป็นมดแดงล้มช้าง ได้ที่
*** ลิ้งค์ใหม่ล่าสุด (๑๙ ก.พ. ๒๕๖๑):
https://goo.gl/forms/eUAxdUxObZDKMvvi2
ลิ้งค์เก่าที่อาจจะโดนบล็อค:
http://tinyurl.com/o2rzao8
หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt
หากลิ้งค์ข้างบนถูกบล็อก ให้ส่งรายละเอียดไปที่ 4everche@gmail.com โดยระบุ 1. ชื่อ (จัดตั้งหรือชื่อกลุ่ม) 2. จำนวนสมาชิกในเครือข่าย 3. จังหวัดและอำเภอ 4. อีเมล์ 5. ไลน์หรือเบอร์โทรศัพท์ 6. อาชีพของท่านหรือสมาชิก
_
Copyright notice:
This video is protected under the "Fair Use Copyright Act of 1976" for the purposes of education, news reporting, research, criticism and public discussion.

